ข่าว

กองทุนเงินออมหลังเกษียณความหวังของแรงงานที่ถูกเมิน

กองทุนเงินออมหลังเกษียณความหวังของแรงงานที่ถูกเมิน

07 ก.ย. 2552

จากข้อมูลปี 2551 พบว่ามีจำนวนผู้มีงานทำทั่วประเทศกว่า 37 ล้านคน แบ่งเป็นแรงงานในระบบ 14 ล้านคน และในจำนวนนี้ได้รับความคุ้มครองจากระบบการออมยามชราภาพประเภทใดประเภทหนึ่ง เช่น กองทุนประกันสังคม กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

 และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพประมาณ 11 ล้านคน ส่วนที่เหลืออีก 3 ล้านคน ยังไม่มีระบบใดๆ รองรับ และยังมีแรงงานที่อยู่นอกระบบอีกมากถึง 24 ล้านคน รวมมีกลุ่มที่ยังไม่ได้รับความคุ้มครองในวัยชราอีกถึง 27 ล้านคน

          จึงเป็นที่มาของความพยายามผลักดันให้มีระบบการออมเพื่อการชราภาพรองรับแรงงานนอกระบบโดยกระทรวงการคลัง เริ่มจากการจัดตั้งคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ (จัดตั้งตาม พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ พ.ศ.2546) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการผลักดันระบบการออมเพื่อวัยสูงอายุแห่งชาติ โดยมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน (มอบให้ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานแทน)
จนกระทั่งได้จัดให้มีการนำเสนอผลการศึกษาในเรื่องดังกล่าวจากหลายหน่วยงาน และล่าสุดกระทรวงการคลังได้นำเสนอกองทุนการออมเพื่อการชราภาพ (กอช.) เดิมใช้ชื่อกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) ต่อคณะอนุกรรมการมาแล้ว 4 ครั้ง และครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2552 จึงได้ข้อสรุปที่ชัดเจน

 รัฐจ่ายสมทบจูงใจเข้าระบบ

นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า การจัดตั้งกองทุนการออมเพื่อการชราภาพ (กอช.) จะเป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยสร้างระบบการออมยามแก่เฒ่าให้ครอบคลุมแรงงานที่ยังไม่มีระบบการคุ้มครอง โดยจะเป็นกองทุนการออมแบบสมัครใจและเพื่อเป็นการจูงใจให้เข้าระบบ รัฐบาลจึงพิจารณาจ่ายเงินสมทบให้ตามเกณฑ์อายุผู้ออม โดยกำหนดเงินนำส่งเข้ากองทุนขั้นต่ำที่ 100 บาทต่อเดือน แต่ไม่เกิน 1,000 บาทต่อเดือน แบ่งเป็น 3 ช่วงอายุ คืออายุ 20-30 ปี รัฐจะสมทบให้ 50 บาทต่อเดือน อายุมากกว่า 30-50 ปี รัฐสมทบให้ 80 บาทต่อเดือน และอายุ 50-60 ปี รัฐสมทบให้ 100 บาทต่อเดือน

 เงินออมดังกล่าว กอช.จะประกันผลตอบแทนให้เท่ากับอัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์ของ 5 ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ โดยผู้ออมจะได้รับผลตอบแทนในรูปแบบของเงินบำนาญเมื่ออายุ 60 ปีขึ้นไป แต่สามารถเลือกขอรับเงินก้อนได้ในสัดส่วน 40% ของเงินที่นำส่งเมื่ออายุ 50 ปี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ออมได้นำเงินไปใช้ตามวัตถุประสงค์ต่างๆ

จากสมมติฐานหากแรงงานวัยรุ่นต้องการมีเงินเดือนหลังเกษียณมากก็อาจต้องออมมาก แต่ถ้าออมเดือนละ 100 บาท ไปจนถึงอายุ 60 ปี ก็จะรับเงินคืนในช่วงอายุ 60-80 ปี เดือนละ 3,260 บาท รวมกับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่รัฐแจกอีกเดือนละ 500 บาท ก็จะมีรายได้เดือนละ 3,760 บาท แต่หากเริ่มออมตามเกณฑ์ตั้งแต่อายุ 20 ปี ก็จะได้เงินบำนาญ 1,710 บาทต่อเดือน เมื่อรวมกับเบี้ยยังชีพที่รัฐบาลให้ 500 บาทต่อเดือน รวมจะได้เงิน 2,210 บาทต่อเดือน
ส่วนแรงงานวัยกลางคน หากอยากได้รับเงินบำนาญเดือนละ 2,042 บาท รวมกับเบี้ยยังชีพ 500 บาท เป็น 2,542 บาท จะต้องออมเดือนละ 250 บาท และแรงงานวัยดึกหากอยากได้บำนาญเดือนละ 576 บาท รวมกับเบี้ยยังชีพ 500 บาท เป็น 1,076 บาท จะต้องออมเดือนละ 500 บาท โดยหากผู้รับบำนาญเสียชีวิตก่อนอายุ 80 ปี เงินส่วนที่เหลือจะกลายเป็นมรดกตกทอดทันที

 เม็ดเงินกองทุนรวมแสนล้าน

 นายสมชัย กล่าวว่า ในแง่ภาระเงินงบประมาณที่จะต้องสมทบเข้ากองทุน สศค.ประเมินว่า ถ้าประชาชนเข้าระบบทั้งหมด 24 ล้านคน จะทำให้เกิดเม็ดเงินในกองทุนนี้สูงถึง 50,000-100,000 ล้านบาท เมื่อรวมกับเม็ดเงินที่รัฐจะสมทบอีก 2 หมื่นล้านบาทต่อปี จะทำให้ยอดเงินกองทุนสูงถึง 1.2 แสนล้านบาทในปีแรก แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะมีผู้เข้าระบบจำนวนเท่าไร อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าในช่วงปีแรกๆ นั้น ประชาชนอาจยังไม่ทราบข้อมูลหรือมีความเข้าใจดีพอจึงอาจจะเข้าเป็นสมาชิกไม่มาก ดังนั้นระหว่างที่ผลักดันร่างกฎหมาย พ.ร.บ.กองทุนออมแห่งชาติเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และสภาผู้แทน กระทรวงการคลังจะเดินหน้าทำประชาพิจารณ์ 4 ภาคทั่วประเทศก่อน

 เริ่มจากวันที่ 18 กันยายนนี้ ที่กรุงเทพมหานคร วันที่ 22 กันยายน ที่ จ.สงขลา วันที่ 25 กันยายน ที่ จ.อุบลราชธานี และวันที่ 29 กันยายน ที่ จ.เชียงใหม่ รวมถึงอยู่ระหว่างการกำหนดรายละเอียดของการจัดตั้งสำนักงาน เพื่อมาดูแลกองทุนนี้ โดยสำนักงานดังกล่าวจะมีรูปแบบการบริหารคล้ายกองทุนบำเหน็จบำนาญ (กบข.) ขณะเดียวกันต้องพิจารณาถึงรายละเอียดของวิธีการนำส่งเงินเข้ากองทุนของสมาชิกด้วย เบื้องต้นอาจให้ชำระเงินผ่านช่องทางของธนาคารรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือช่องทางไปรษณีย์ และร้านสะดวกซื้อ เช่น เซเว่นอีเลฟเว่น เพื่อความสะดวกของผู้ออม เป็นต้น
 
 “ขณะนี้ร่างกฎหมายเสร็จสิ้นแล้ว และเรื่องอยู่ที่ปลัดกระทรวงการคลัง คาดว่าจะเสนอ รมว.คลังและนำเข้า ครม.ได้ภายในเดือนกันยายนนี้ ซึ่งจะเสร็จทันพร้อมกับการทำประชาพิจารณ์ทั่วประเทศ จากนั้นน่าจะเสนอเข้าสภาได้ก่อนสภาปิดเดือนพฤศจิกายน 2552 เพื่อให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ 1 มกราคม 2553 แต่ยอมรับว่าคงไม่สามารถเริ่มจ่ายเงินเข้ากองทุนได้ตั้งแต่ต้นปี เพราะยังมีกระบวนการต่างๆ อีกมากกว่าจะแล้วเสร็จน่าจะเป็นประมาณกลางปี 2553 จึงจะเริ่มให้จ่ายเงินเข้ากองทุนได้” นายสมชัย ระบุ

แรงงานนอกพร้อมจ่ายสมทบ

จากการออกสำรวจพูดคุยกับแรงงานนอกระบบ ต่างก็ให้การตอบรับในทิศทางเดียวกัน เพราะต้องการมีหลักประกันในยามแก่ชราเช่นเดียวกับแรงงานในระบบ โดยนางอัจฉรา รวงผึ้ง วัย 53 ปี ลูกจ้างรายวันบริษัทแห่งหนึ่ง และเป็นแรงงานนอกระบบที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม หรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กล่าวว่า เคยได้ยินเรื่องการเข้ามาดูแลแรงงานนอกระบบอยู่บ้าง แต่ยังไม่ทราบว่าจะเป็นรูปธรรมเมื่อไหร่ ซึ่งใจจริงอยากให้มีกองทุนดูแลคนกลุ่มนี้มานานแล้ว เพราะตนเองก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้รับสวัสดิการต่างๆ ทั้งจากบริษัทและจากรัฐบาล

นางอัจฉรา กล่าวด้วยว่า เข้าใจดีว่าตนการศึกษาน้อย ต้องทำงานแลกค่าจ้างเหมาจ่ายจากบริษัทไม่ได้เป็นพนักงานประจำ ทำให้ไม่ได้รับสวัสดิการอะไรเลย รวมทั้งประกันสังคมเวลาไปรักษาพยาบาลก็ใช้สิทธิบัตรทอง ถ้าต่อไปมีกองทุนดูแลยามเกษียณจริงก็สนใจจะเข้าเป็นสมาชิก เพราะจ่ายแค่เดือนละ 100 บาท คิดว่าน่าจะจ่ายไหว คิดว่าหากมีเงินเหลือมากก็อาจจะจ่ายมากกว่านี้

"เสียดายที่มีเวลาจ่ายเงินสะสมไม่กี่ปี แต่การที่รัฐจ่ายสมทบด้วยเดือนละ 100 บาท ก็น่าจะช่วยเพิ่มเงินที่จะได้รับหลังเกษียณได้ระดับหนึ่ง ถ้าได้เดือนละเกือบ 2,000 บาท ก็น่าจะพออยู่ได้ เพราะอยู่บ้านคงมีค่าใช้จ่ายไม่มากและไม่เป็นภาระของลูกหลาน” นางอัจฉรา กล่าว 

ด้านนางพวงทอง ศรีโกศล อายุ 35 ปี อาชีพขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง ระบุว่า ยังไม่รับทราบข่าวเกี่ยวกับกองทุนเงินออมเพื่อการชราภาพ  แต่หากรัฐบาลตั้งขึ้นจริงก็สนใจจะสมัครเข้าเป็นสมาชิก เพราะหากให้จ่ายขั้นต่ำเดือนละ 100 บาท ก็น่าจะมีความสามารถจ่ายไหว แต่หากให้จ่ายมากกว่านี้ก็อาจจะคิดดูก่อน เพราะอาชีพนี้มีรายได้ไม่แน่นอนและมีภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัวสูง ยิ่งเศรษฐกิจไม่ดีแบบนี้ก็ทำให้หาเงินลำบากมากขึ้น

“ถ้ารัฐบาลมีกองทุนช่วยเหลือคนหาเช้ากินค่ำแบบนี้ก็ดี จะได้มีหลักประกันยามแก่ว่ามีเงินใช้จ่ายรายเดือนจำนวนหนึ่ง แม้จะไม่มากนักก็ตาม” นางพวงทอง กล่าว