
สสร.50กระตุกส.ส.-ส.ว.อย่าแก้รธน.เพื่อตัวเอง
(6 ก.ย.) นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานชมรมส.ส.ร.50 กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของฝ่ายการเมืองในการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า เป็นอำนาจหน้าที่ของส.ส. และส.ว. ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 291 แต่ไม่ได้หมายความว่ามีอำนาจแล้วอยากจะทำอะไรก็ทำได้ ซึ่งในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของ ส.ส. และ ส.ว. รัฐธรรมนูญมาตรา 122 บัญญัติว่า ส.ส.และส.ว. ต้องไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติ มอบหมาย หรือความครอบงำใดๆ ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ดังนั้นการที่ส.ส.และส.ว. ไปลงชื่อเสนอญัตติเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แต่เนื้อหาสาระจะต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือไม่แก้ไขเพื่อตัวเอง เพราะจะกลายเป็นการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 122 อาจถูกถอดถอนได้ตามมาตรา 270 อย่างไรก็ตามรัฐธรรมนูญ 50 เน้นหนักไปในทางป้องกันไม่ให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน จึงมีเกราะป้องกันตัวเองหรือมีภูมิคุ้มกันตัวเองไว้อยู่ระดับหนึ่ง ที่ ส.ส. หรือ ส.ว. พึงต้องรอบคอบและระมัดระวัง
นายเสรีกล่าวต่อว่า จากเนื้อหาสาระที่ขอเสนอแก้ไขมี 2 -3 เรื่องที่ต้องระมัดระวัง เพราะอาจเป็นการแก้เพื่อให้ตนเองซึ่งเป็น ส.ส. และ ส.ว. ที่ดำรงตำแหน่งในปัจจุบันได้ประโยชน์ อันเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ ได้แก่1. ระบบเลือกตั้ง ส.ส.ให้ใช้เขตเดียวเบอร์เดียว 400 คน และมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ 100 คน ซึ่ง ส.ส. ที่มีข้อเสนอดังกล่าวย่อมแสดงให้เห็นว่า ตนเองจะได้ประโยชน์จากการเลือกตั้งเขตเดียวคนเดียว ดีกว่าเขตใหญ่หลายคน หรือการแก้ไขให้ใช้ระบบบัญชีรายชื่อ (party lish) 2. การขอแก้ไขให้ ส.ว. ที่มาจากการสรรหาชุดแรก สามารถดำรงตำแหน่งได้ 6 ปี จากกำหนดเดิม 3 ปี 3. การแก้ไขให้ ส.ส. สามารถไปเป็นเลขารัฐมนตรี หรือไปเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีได้ 4. การให้ ส.ส. หรือ ส.ว. เข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงข้าราชการได้ แม้จะอ้างว่าเพื่อดูแลประโยชน์ทุกข์ร้อนให้ประชาชนก็ตาม 5. ในเรื่องของการยุบพรรคและแก้ไม่ให้ลงโทษกรรมการบริหารพรรคทั้งคณะ จะกลายเป็นการแก้เพื่อตัวเอง หรือเพื่อพรรคพวกของตัวเอง ที่ถูกยุบพรรคหรือที่ถูกลงโทษไปแล้วให้พ้นผิด



