
ศาลนัดสอบคำ“พระสนิทวงศ์”คดีปลุกปั่น-พ.ร.บ.คอมพ์ฯ"วันพรุ่งนี้
ศาลนัดสอบคำให้การ “ พระสนิทวงศ์ ”หลังอัยการฟ้องโพสต์เฟซบุ๊กจัดหนักดีเอสไอใช้ความรุนแรงพระเข้าค้นวัด ทนายเตรียมยื่น 4 แสนประกันตัว
25 เม.ย. 60 -พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 ได้นำคำฟ้อง มายื่นฟ้องพระสนิทวงศ์ เจริญรัตตะวงศ์ หรือวุฒิวังโส ผอ.สำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย อายุ 45 ปี เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326,328 กระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจาหรือวิธีอื่นใด ที่ไม่ใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักรหรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 3,14
โดยบรรยายพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 22 - 24 ก.พ.60 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยได้นำข้อความ-ภาพเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายสังคมออนไลน์เฟซบุ๊ก ชื่อ “ Phra Sanitwong Charoenrattawong ” หรือพระสนิทวงศ์ เจริญรัตตะวงศ์ มีข้อความว่า “ ใครอย่างร้องเรียน การกระทำเกิดกว่าเหตุของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่กระทำรุนแรงต่อพระภิกษุ แล้วไม่ทราบว่าจะติดต่อที่ไหน เชิญที่นี่เลย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมที่กำกับดูดีเอสไอ พร้อมเบอร์โทรศัพท์มือถือ ” เปิดเผยให้บุคคลทั่วไปที่ใช้เฟซบุ๊กได้ทราบ
ต่อมาวันที่ 28 ก.พ.60 จำเลยยังได้นำข้อความลงในเฟซบุ๊ก และเปิดแถลงข่าวมีข้อความว่า “ วันสุดท้ายการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐตามหมายการตรวจค้น พื้นที่ของวัดถูกควบคุมด้วยเจ้าหน้าที่รัฐ การเข้าออกของพระภิกษุ แม้ไปบิณฑบาต ตอนเช้าต้องพกหนังสือสุทธิสงฆ์ ยื่นให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเพื่ออนุญาตให้เข้า-ออกได้ แต่มีข่าวว่าจะมีการใส่ร้ายวัดว่า ปืนเจ้าหน้าที่ 400 กระบอกที่หายไป จะมีการเอามาซุกที่ตู้คอนเทนเนอร์ในพื้นที่วัด ”
แล้วเมื่อวันที่ 1 มี.ค.60 ยังมีข้อความลงในเฟซบุ๊กว่า “วงจรอุบาทว์ ขบวนการล้วงย่ามพระ พ.ศ.2541 เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายถูกกล่าวหายักยอกที่ดินของวัดมาเป็นของตนเอง คดีไม่มีผู้เสียหาย อัยการไม่ประสงค์ดำเนินคดีต่อไป เพราะสืบพยานไปแล้ว มีญาติโยมเจ้าของที่ดินมาให้การต่อศาลว่า ตั้งใจถวายที่ดินให้ท่าน ก็ถือว่าที่ดินเป็นของท่าน ในทางกฎหมาย การยักยอกทรัพย์สินของตนเองนั้นเป็นไปไม่ได้ ศาลจึงอนุญาตให้ถอนฟ้องออกไปเสียจากสารบบความ” และข้อความว่า “พ.ศ. 2560 เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายก็ถูกกล่าวหาจากดีเอสไอว่ารับของโจร ฟอกเงิน โดยไม่มีผู้เสียหายเช่นเดิม ทั้งที่พระรับถวายปัจจัยมาโดยเปิดเผยและได้นำไปใช้ในการก่อสร้างศาสนสถานตามวัตถุประสงค์ของผู้บริจาคหมดแล้ว โดยไม่มีการนำเงินไปใช้ส่วนตัว หรือนำไปโอนกลับคืนให้นายศุภชัยฯ ผู้กล่าวหาเลย จึงไม่เป็นองค์ประกอบความผิดเรื่องฟอกเงิน แต่กลับมีการขอหมายค้นวัดหลายรอบ ออก ม.44 นำตำรวจทหารหลายพันคนมาปิดล้อมวัด ห้ามคนเข้าวัด ตัดข้าว ปลาอาหาร ตัดโทรศัพท์ ตัดอินเตอร์เน็ต เพื่อค้นหาเจ้าอาวาส ” และข้อความอื่นๆ
ซึ่งความจริงแล้วซึ่งความจริงแล้ว กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ผู้เสียหาย ไม่ได้กระทำรุนแรงเกินกว่าเหตุต่อพระภิกษุแต่อย่างใด ไม่ได้ละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของประชาชนและไม่ได้จะนำอาวุธปืนมาใส่ร้ายวัดพระธรรมกาย และไม่ได้กลั่นแกล้งดำเนินคดีกับอดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย รวมทั้งแกล้งปิดล้อมวัด ห้ามคนเข้าวัด ตัดข้าวปลาอาหาร โทรศัพท์แต่อย่างใด โดยการกระทำของจำเลยทำให้ประชาชนที่รับทราบและพบเห็นข้อความเข้าใจว่า ดีเอสไอ ผู้เสียหาย กระทำรุนแรงและไม่ชอบด้วยกฎหมาย รังแกพระสงฆ์และสมาชิกวัดพระธรรมกาย เหตุเกิดที่ ต.คลองสอง , ต.คลองสาม, ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี
ทั้งนี้ ศาลประทับรับคำฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำ อ.1243/2560 และสอบคำให้การจำเลยวันที่ 26 เม.ย.นี้ เวลา 09.00 น.
ด้านนายวิญญัติ ชาติมนตรี เลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิเสรีภาพ (สกสส.) ซึ่งเป็นทนายความของ พระสนิทวงศ์ กล่าวว่า ในวันพรุ่งนี้ ( 26 เม.ย.) พระสนิทวงศ์ จะเข้ารายงานตัวตามนัดเดิมของศาลอาญาที่เคยให้รายงานตัวตามเงื่อนไขการปล่อยชั่วคราวชั้นฝากขังอยู่แล้ว ซึ่งตนนัดหมายพระสนิทวงศ์มายังศาลอาญา เวลา 09.00 - 10.00 น.ส่วนการประกันตัวชั้นพิจารณาคดีของศาล ก็จะใช้หลักทรัพย์เดิมซึ่งเป็นเงินสด 400,000 บาทที่เคยยื่นชั้นฝากขัง
ส่วนคดีนี้ เราต่อสู้ทั้งเรื่องพฤติการณ์ว่าการแถลงข่าวไม่ใช่การกระทำเพื่อยุยุงปลุกปั่น แต่เป็นการชี้แจงข้อเท็จจริง ซึ่งก็มีช่วงการสื่อสารของวัดถูกตัดขาดไป ดังนั้นจึงไม่ใช่เจตนาที่จะกระทำผิดต่อกฎหมาย อีกทั้งข้อกล่าวหาว่านำเข้าข้อมูลสู่ระบบคอมพิวเตอร์นั้น ทางเทคนิคก็ไม่มีหลักฐานชัดเจนยืนยันระบุว่าพระสนิทวงศ์เป็นผู้นำเข้าข้อความ อย่างไรก็ดี เราได้เตรียมพยานบุคคลพร้อมจะสู้คดี ซึ่งชั้นสอบสวนเราเคยให้การเพิ่มเติมในประเด็นต่อสู้ไว้แล้ว



