ข่าว

ด้วยใจรักและภักดีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9

ด้วยใจรักและภักดีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9

25 เม.ย. 2560

คนไทยในต่างแดนกลับมาสักการะพระบรมศพ

ด้วยใจรักและภักดีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9

บุญพร้อม สตรืเซเบแชร์

          นางบุญพร้อม สตรืเซเบแชร์ อายุ 52 ปี ชาวอ.ลอง จ.แพร่ แต่ย้ายไปมีครอบครัวที่เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนีกว่า 30 ปี ใช้โอกาสเดินทางกลับมาเยี่ยมบ้านเกิดช่วงเทศกาลสงกรานต์ มากราบพระบรมศพเป็นครั้งแรก ก่อนจะเดินทางกลับเยอรมนีในวันที่ 26 เมษายน กล่าวด้วยสีหน้าปลาบปลื้มว่า ตอนอยู่ที่เยอรมนีพยายามติดตามข่าวสารพระราชกรณียกิจในหลวงร.9 และพระบรมวงศานุวงศ์อยู่ตลอด ทางหนังสือพิมพ์และโซเชียลมีเดีย เพราะรักพระองค์ และชื่นชอบในทุกโครงการพระราชดำริที่ทรงทำเพื่อประเทศและราษฎรให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งชาวเยอรมันก็รู้จักและชื่นชมพระองค์ว่าไม่มีกษัตริย์องค์ใดเหมือนพระองค์ ขณะที่ชาวเยอรมันบางคนที่รู้จักกัน ตนได้แนะนำเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้รู้จัก ซึ่งเขาก็ลองไปปฏิบัติและพบว่าคำสอนนี้เกิดประโยชน์จริง

         "แม้จะอยู่ไกลบ้านเกิดเมืองนอน แต่ดิฉันก็รักและเฝ้าติดตามข่าวสารอยู่ตลอด ช่วงที่พระองค์สวรรคตใหม่ๆ เสียใจมาก วันที่ 18 ตุลาคมได้ไปลงนามถวายความอาลัยแด่พระองค์ที่สถานทูตไทยในเยอรมนี ถัดมาก็เข้าร่วมกิจกรรมจุดเทียนถวายความอาลัยที่กำแพงเบอร์ลินร่วมกับชาวไทยที่เยอรมนีและชาวเยอรมันที่รักพระองค์ อย่างไรก็ตาม ปกติดิฉันจะเดินทางกลับไทยปีละหนคือช่วงสงกรานต์ แต่ปีนี้ตั้งใจว่าอยากจะกลับมาอีกช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ " นางบุญพร้อมกล่าวทั้งน้ำตาคลอ

ด้วยใจรักและภักดีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9

ศิริพรรณ เนตรทองคำ-นายปัญญา อัมพร

          นางศิริพรรณ เนตรทองคำ เจ้าของร้าน SUSHI SIAM USA ในประเทศสหรัฐอเมริกาและที่ประเทศไทย กล่าวภายหลังที่ได้เป็นเจ้าภาพร่วมบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ว่า มีโอกาสได้มากราบสักการะพระบรมศพ เป็นครั้งที่ 2 แล้ว ทุกครั้งที่ได้กราบสักการะพระบรมศพล้วนเต็มไปด้วยความตื้นตันใจ จนพูดไม่ออก น้ำตาก็ไหลทุกครั้ง  เมื่อครั้งที่ทราบข่าวอาการทรงพระประชวรหนักของในหลวง ร.9 เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ก็รีบตีตั๋วจากสหรัฐอเมริกากลับมาในทันที แม้จะมาถึงเมืองไทยก่อนในหลวง ร.9 เสด็จสวรรคตเพียงแค่ 3 วัน แต่ตัวเองก็มีโอกาสได้ไปเฝ้าฯ ส่งเสด็จขบวนพระบรมศพที่สะพานพระปิ่นเกล้าที่ผ่านมาในหลวง ร.9 ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อคนไทยที่อยู่ในสหรัฐอเมริกาอย่าเป็นล้นพ้น ทั้งเรื่องคุณภาพชีวิต และเรื่องทางพระพุทธศาสนา

          "ทุกปีในหลวง ร.9 จะพระราชทานผ้าพระกฐิน ให้ครอบครัวเรานำไปทอดยังวัดหลวงในสหรัฐอเมริกา เป็นประจำทุกปี ที่สำคัญพระองค์ก็ยังทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นแก่คนไทยที่มาอาศัยทำงานในต่างแดน และคิดอยากจะกลับไปยังแผ่นดินแม่ สมัยก่อนเมื่อไปทำงานที่ต่างประเทศถ้าเราได้พาสปอร์ตที่สหรัฐอเมริกาแล้ว เมื่อเราคิดอยากจะมาเยี่ยมครอบครัวที่บ้านเกิดเมืองไทย เราจะอยู่ได้เพียงแค่ 30 วัน จากนั้นต้องต่อวีซ่า เพื่อที่จะได้อยู่เมืองไทยต่อ มีหลายครั้งเรามาอยู่เมืองไทยเกิน 30 วันต้องเสียค่าปรับแพงมาก แต่เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ในหลวง ร.9 ทรงมีรับสั่งว่า"เป็นคนไทย ไม่ต้อต่อวีซ่า เมื่อกลับมาประเทศไทย สามารถใช้พาสปอร์ตของประเทศไทยเข้าประเทศ และพำนักอยู่นานเพียงใดก็ได้ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณนี้ทำให้พวกเราชาวไทยที่ไปประกอบอาชีพที่ต่างแดนสามารถกลับมาพำนักเมืองไทยนานเท่าไรก็ได้" นางศิริพรรณ กล่าวด้วยน้ำเสียงปลื้มปิติ

          นอกจากนี้นางศิริพรรณ ยังกล่าวต่อว่า ในหลวง ร.9 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์พระองค์ใดในโลก พระองค์ท่านทรงเก่งกว่านักวิทยาศาสตร์ ทางด้านพระพุทธศาสนา พระองค์ก็ทรงเก่งกว่าพระบางรูป หรือแม้แต่ด้านศิลปะพระองค์ก็ทรงพระปรีชาสามารถเหนือใคร ทุกถิ่นที่ในผืนแผ่นดินไทยที่พระองค์เสด็จฯ ไปล้วนมีแต่ความเจริญ และจากนี้ไปจะน้อมนำคำสอนของพระองค์ที่ทรงเคยมีพระดำรัสไว้ว่า "มองเห็นความสุขของคนอื่นสำคัญกว่าตัวเอง" มาเป็นหลักในการดูแลลูกน้องกว่า 400 คน เวลาลูกน้องมีความสุขเราก็จะมีความสุขไปด้วย

           ขณะที่ นายปัญญา อัมพร เจ้าของร้านอาหารไทยในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ไปอาศัยและประกอบอาชีพในต่างแดนนานถึง 32 ปี กล่าวด้วยน้ำเสียงตื้นตันใจว่า พอทราบข่าวว่าจะมีโอกาสได้เป็นเจ้าภาพร่วมบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย พระบรมศพในวันนี้ จึงตัดสินใจทิ้งตั๋วเดินทางกลับประเทศสหรัฐอเมริกาในทันที เพื่อมาในวันนี้ ช่วงที่ในหลวง ร.9 เสด็จสวรรคต 30 วันแรก คนไทยในสหรัฐอเมริกาก็ได้จัดพิธีสวดบำเพ็ญกุศลที่วัดพุทธ ในไมอามี่ ตั้งแต่วันที่ 14 ต.ค. จนครบ 30 วัน ถึงแม้ว่าวันนี้ใหลวง ร.9 จะเสด็จสวรรคตไปแล้ว แต่ท่านก็ไม่ได้จากพวกเราไปไหน ยังคงสถิตอยู่ในใจคนไทยเสมอมา และจะน้อมนำคำสอนเรื่องหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์มาใช้ในการดำเนินชีวิตต่อไป

           "บั้นปลายชีวิต ผมตั้งใจว่าจะกลับมาอยู่เมืองไทย มาทำสวนทำไร่ ตาม รอยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตอนนี้ผมมีที่ดินอยู่ที่สระบุรีจำนวน 1 ไร่ และผมก็จะแบ่งพื้นที่สร้างบ้าน ปลูกผัก เพราะเห็ดโคลนเพื่อเอาไว้ขาย และจะกลับมาทำกิจกรรมเป็นจิตอาสา ช่วยเหลือผู้ที่อ่อนแอกว่า ผมมีความสุขกับการได้นั่งมองพระบรมฉายาลักษณ์ของ ในหลวง ร.9 มองทีไรก็ทำให้มีแรงบันดาลใจอยากทำสิ่งต่างๆเพื่อตอบแทนสังคม" นายปัญญา กล่าว