ข่าว

สัมภาษณ์พิเศษ-“แก้รธน.แล้วรัฐบาลไม่ต้องยุบสภา”

สัมภาษณ์พิเศษ-“แก้รธน.แล้วรัฐบาลไม่ต้องยุบสภา”

06 ก.ย. 2552

หลังจากถูกกระแสต่อต้านรอบทิศทาง จนต้องหลบเข้าข้างทางเสียนาน แต่เมื่อเสถียรภาพรัฐบาล อยู่ในอาการ “ง่อนแง่น” จากศึกนอก และศึกในที่รุมเร้า การเคลื่อนไหวเพื่อกดดันให้ “แก้ไขรัฐธรรมนูญ” ก็กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกรอบ

 คราวนี้ “หนักแน่น” และเป็นระบบมากกว่าเดิม เมื่อ “วุฒิสภา” ออกโรงเป็น “แถวหน้า” ชูธงเคลื่อนทัพด้วยตัวเอง โดยวางเป้าไว้ว่าจะรวบรวมรายชื่อ ส.ว.และ ส.ส.ที่มีอุดมการณ์เดียวกันให้ได้ 120 เสียง เพื่อยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ เข้าสู่ที่ประชุมร่วมสองสภาตามมาตรา 291

 สำหรับประเด็นที่ยื่นมีทั้งหมด 7 ประเด็นด้วยกัน ได้แก่ 1.เปลี่ยนระบบเลือกตั้งจากเขตใหญ่เรียงเบอร์เป็นเขตเดียวเบอร์เดียว 2.ให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด แต่มีบทเฉพาะกาลให้ ส.ส.สรรหาชุดปัจจุบันอยู่ในวาระ 6 ปี

 3.มาตรา 190 ให้คงหลักการเดิมในมาตรา 190 ไว้ แต่เพิ่มเติมข้อความเกี่ยวกับประเภทหนังสือสัญญาใดบ้างที่ต้องได้รับความเห็นชอบต่อรัฐสภาไว้ในกฎหมาย

 4.มาตรา 265 เปิดให้ ส.ส.ไปเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี หรือเลขานุการรัฐมนตรี และที่ปรึกษารัฐมนตรีได้ 5.มาตรา 266 ให้แก้ไขเพิ่มเติมหลักการในบทบัญญัติมาตรา 266 เพื่อให้ ส.ส.และ ส.ว.เข้าช่วยทำประโยชน์ หรือแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนผ่านส่วนราชการต่างๆ ได้

 6.มาตรา 237 ให้ยกเลิกโทษยุบพรรค และเอาผิดเหมารวมกับกรรมการบริหารพรรค แต่ให้เอาผิดเฉพาะบุคคลที่ทำผิด และ 7.ให้ศาลมีอำนาจให้ใบเหลืองใบแดงหลังประกาศผลการเลือกตั้ง

 เมื่อ “สภาสูง” ประกอบกำลังกับ “สภาล่าง” บีบเค้นขนาดนี้ “รัฐบาล” ดิ้นหนีออกทางไหน น่าติดตามชมอย่างยิ่ง

 “เสธ.อู้” พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ส.ว.สรรหา ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นอนุกรรมการ 1 ใน 3 ชุดของ “คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมือง” บอกว่า เราไม่ได้บีบรัฐบาลนะ เพราะภารกิจการแก้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของสภา ถึงอย่างไรรัฐบาลก็ไม่มีทางทำเองอยู่แล้ว เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสำคัญถ้ารัฐบาลทำแล้วไม่สำเร็จต้องลาออกสถานเดียว

 ดังนั้น งานนี้ถ้าสมาชิกทั้งสองสภารวบรวมรายชื่อได้ 120 เสียงก็เสนอประธานเพื่อบรรจุเป็นญัตติเข้าสู่การพิจารณาได้ตามขั้นตอน ไม่มีปัญหาอะไร

แต่ขณะนี้ก็มีร่างของคปพร.ค้างอยู่ในระเบียบวาระ ส.ส.และส.ว.จะเสนออีกทำไม ?
 ของเราแก้แค่ 7 ประเด็น แต่ร่างของ คปพร.แก้ทั้งฉบับ ซึ่งที่ ส.ส.เพื่อไทย ไม่ดันเข้าสู่การพิจารณาก็เพราะรู้ดีว่าถ้าเยอะขนาดนั้นจะเกิดกระแสต่อต้านกว้างขวาง และยิ่งทำให้นักการเมืองได้ประโยชน์มาก แต่เมื่อ ส.ส.และ ส.ว.รวมชื่อได้ตามเกณฑ์ แล้วยื่นเป็นญัตติเข้าไปโดยมารยาทแล้วก็ต้องพิจารณาพร้อมกันไปทั้ง 2 ฉบับ ส่วนสมาชิกจะรับหลักการฉบับไหนก็ขึ้นอยู่กับเสียงส่วนใหญ่ อาจจะรับทั้ง 2 ฉบับแล้วให้กรรมาธิการไปแปรญัตติพร้อมๆ กัน หรือจะไม่รับทั้งสองฉบับเลยก็ได้ ทุกอย่างก็จบ ตกไป แต่คิดว่าจะรับหลักการฉบับที่คณะกรรมการสมานฉันท์ทำมากกว่า

จะทำอย่างไรกับแรงต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในกลุ่ม 40 ส.ว. ?
 กลุ่มนั้นก็ค้านทุกอย่าง ไม่รู้จะคุยอย่างไรเหมือนกัน เขาคิดว่ารัฐธรรมนูญเหมาะสม ก็เป็นสิทธิของเขา แต่ผมคิดว่าทำไมถึงค้านรัฐธรรมนูญที่มีร่มเงาของเผด็จการปกคลุมอยู่ เป็นเรื่องแปลกที่สุดในโลก ถ้าเราไม่แก้จะปล่อยให้ทหารเข้ามาทำปฏิวัติแล้วแก้อีกหรืออย่างไร

อย่างกลุ่มพันธมิตรล่ะ ?
 กลุ่มพันธมิตรเขาคัดค้านถ้าจะแก้กฎหมายแล้วนักการเมืองที่ถูกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เล่นงานเท่านั้น อย่างมาตรา 309 ซึ่งเราก็ไม่แตะ เพราะรู้ว่ามันละเอียดอ่อน นักการเมืองที่โดนคดีก็สู้คดีไป ไม่เกี่ยวกัน

แต่จะเกิดความระแวงว่าแม้เบื้องต้นจะกำหนดแค่ 7 ประเด็นแต่พอถึงชั้นกรรมาธิการจะหมกเม็ดไปนิรโทษกรรมนักการเมืองหรือไม่ ?
 ไม่ได้ หมกเม็ดไม่ได้ กรรมาธิการต้องพิจารณาตามกรอบที่กำหนดไว้เท่านั้น คือ 7 ประเด็น เรื่องนี้เราระวังมากการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้จะไม่มีการนิรโทษกรรม เพราะประชาชนไม่ยอมรับ แต่อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจว่ารัฐธรรมนูญที่ออกมาหลังปฏิวัติรัฐประหารจะเป็นกฎหมายที่กดดันนักการเมือง มองพรรคการเมืองเลวร้ายไปหมด เราจึงต้องให้ความเป็นธรรมต่อพวกเขา

มีข่าวว่า ส.ว.ที่เคลื่อนไหวแก้ไขรัฐธรรมนูญจับมือกับพรรคเพื่อไทยเพื่อปลดล็อกนักการเมืองบางคน ?
 ไม่ใช่อย่างนั้น เอาเข้าจริง ส.ว.ก็ไม่ได้เป็นกลุ่มเป็นก้อนอย่างที่เข้าใจกัน โดยเฉพาะ ส.ว.เลือกตั้งนั้นไม่ได้ผลประโยชน์อะไรเลยจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะถ้าแก้สำเร็จ ส.ว.ก็จะยังเลือกตั้งเหมือนเดิม มันต้องยอมรับความจริงกันว่า ส.ว.สรรหาส่วนหนึ่งก็มาจากร่มเงาของการปฏิวัติรัฐประหาร ที่ คมช.ตั้งใจออกแบบมาเพื่อที่จะปกป้องตัวเอง หวังจะวาง ส.ว.เป็นเครือข่ายสนับสนุนกลุ่มตัวเอง ผมผ่านการปฏิวัติรัฐประหารมาหลายครั้งเห็นกติกาของเผด็จการมามากเขาไม่ให้ประชาธิปไตยกับประชาชน 100 เปอร์เซ็นต์หรอก ต้องมีส่วนหนึ่งที่เก็บเอาไว้เพื่อสืบทอดอำนาจของตัวเอง
 จริงๆ แล้วสนับสนุนให้พรรคประชาธิปัตย์อยู่นานๆ นะ ไม่ได้หวังจะแก้รัฐธรรมนูญแล้วให้พรรคประชาธิปัตย์ต้องหลุดไป แต่ก็ไม่ต้องการให้มีรัฐธรรมนูญที่เหยียบฝ่ายตรงข้ามจนจมดิน ไปสร้างความไม่เป็นธรรมให้อีกฝ่าย ผมไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยเพราะผมไม่มีวันจะลงเลือกตั้งเด็ดขาด ที่มาเป็น ส.ว.ก็เพราะมีวาระแค่ 3 ปี แต่ถ้า 6 ปีก็ไม่มาเพราะมันนานเกินไป ต่างกับ ส.ว.บางกลุ่มที่บอกว่าเป็นนักประชาธิปไตย แต่ว่าเทคไซด์ (เอียงข้าง) มีพฤติกรรมจับกลุ่มเพื่อต่อรองผลประโยชน์ ผมคิดว่าลักษณะแบบนั้นไม่ใช่ ส.ว.ที่แท้จริงตามอุดมการณ์ของผม

แต่แก้รัฐธรรมนูญเสร็จแล้วก็เข้าเงื่อนไขที่นายกฯ ต้องยุบสภาทันทีหรือไม่ ?
 การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่ทำเสร็จภายในวันสองวัน แต่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปี กว่าจะครบกระบวนการ เพราะแม้จะแก้รัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นลง ก็ต้องรอการโปรดเกล้าฯ หลังจากนั้นก็ยังต้องแก้พ.ร.บ.ประกอบทั้ง 3 ฉบับ ให้มีเนื้อหาสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ขั้นตอนนี้ก็ใช้เวลาอีก 3-4 เดือน บางทีอาจจะใช้เวลาถึง 3 ปี เราไม่ได้ทำเพื่อหวังให้รัฐบาลยุบสภา

มั่นใจหรือไม่ว่าครั้งนี้จะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้เสียที ?
 ถ้าไม่มั่นใจก็ไม่ทำหรอกครับ เพราะถ้าพวกเราที่ยื่นยังไม่มั่นใจ แล้วสมาชิกอีก 600 กว่าคนจะมั่นใจได้อย่างไร แต่ผมเชื่อว่า ส.ส.และ ส.ว.ส่วนใหญ่เห็นตรงกันแล้วว่ารัฐธรรมนูญที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหาร จะไม่มีความเป็นประชาธิปไตย

 เสถียร วิริยะพรรณพงศา