
ยังระลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 อยู่เสมอ
ประชาชนกราบสักการะพระบรมศพเป็นวันที่ 174
วันที่ 25 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเปิดให้ประชาชนเข้ากราบสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เป็นวันที่ 174 โดยเจ้าหน้าที่เปิดประตูวิเศษไชยศรีตั้งแต่เวลา 05.00 น. ปรากฎว่ามีประชาชนทั้งจากกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด อาทิ จ.นครศรีธรรมราช, จ.ภูเก็ต, จ.สุรินทร์, จ.ลพบุรี ฯลฯ เดินทางมาเข้าแถวรอด้วยความจงรักภักดีตลอดทั้งวัน
อาภา-ธัญญาภรณ์ จูงศิริ
สองพี่น้องชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช นางสาวอาภา จูงศิริ อาชีพรับราชการครู วัย 57 ปี และ นางสาวธัญญาภรณ์ จูงศิริ เลขานุการการแพทย์ โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง วัย 53 ปี ผู้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาเป็นส่วนหนึ่งในหน้าที่การงานและการดำเนินชีวิตเปิดใจหลังจากกราบสักกาพระบรมศพเสร็จตั้งแต่ช่วงเช้า
นางสาวอาภา จูงศิริ เผยว่าใช้ช่วงเวลาโรงเรียนปิดภาคเรียน เดินทางมาสักการะพระบรมศพ โดยมาพักกับน้องสาวที่กรุงเทพฯ แล้วตื่นตั้งแต่เช้ามืดเพื่อเดินทางมาที่พระบรมมหาราชวัง โดยมาถึงตั้งแต่เวลา 05.30 น. แม้ว่าจะมาครั้งที่สอง แต่ก็ยังคงรู้สึกปลื้มปิติ อีกทั้งยังระลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 อยู่เสมอ จากนี้ตั้งใจว่าช่วงที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพ ก็จะกลับมาร่วมแสดงความจงรักภักดีต่อพระองค์ท่านอีกครั้ง เพราะเป็นช่วงปิดเทอมภาคเรียนที่ 1 พอดี
“ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นต้นแบบในทุกๆ ด้าน สำหรับตัวเองซึ่งรับราชการเป็นครู พยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด นอกจากในด้านวิชาการที่ต้องส่งต่อให้เด็กๆ แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่น้อมนำคำสอนของพระองค์ท่านมบรูณาการกับเด็กนักเรียน คือการทำตัวเป็นคนดี รู้จักหน้าที่ของตัวเอง ยิ่งในยุคปัจจุบันนี้เด็กส่วนใหญ่ติดโทรศัพท์มือถือ ติดโซเชียลมากๆ ทำให้ไม่ค่อยสนใจใฝ่หาความรู้เท่าที่ควร ทางโรงเรียนจึงแก้ไขด้วยการออกกฎห้ามเด็กนำโทรศัพท์มาใช้ที่โรงเรียน ขณะเดียวกันในแนวทางความพอเพียงที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงสอนเอาไว้นั้น ก็นำมาแนะนำนักเรียนด้วย เมื่อต้องออกพื้นที่เยี่ยมนักเรียนตามบ้าน ก็จะชวนให้นักเรียนปลูกพืชสวนครัวเอาไว้กินครัวเรือน เมื่อเหลือจากกินจึงค่อยแบ่งปันหรือนำไปขายที่ตลาด ทั้งนี้ไม่ใช่แค่เพียงประหยัดแต่ในบางครั้งยังเป็นการช่วยเสริมรายได้ให้ครอบครัวอีกทางหนึ่งด้วย เพราะส่วนใหญ่บ้านของนักเรียนจะมีพื้นที่อยู่แล้ว” ข้าราชการครู
เช่นเดียวกับ นางสาวธัญญาภรณ์ จูงศิริ เผยความรู้สึกว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลทรงเป็นต้นแบบในเรื่องความเป็นเลิศในทุกๆ ด้าน ทรงมีพระอัจฉริยภาพในทุกสิ่งที่พระองค์ทรงทำยากที่จะหาผู้ใดเหมือน การได้มาสักการะพระบรมศพอีกครั้งรู้สึกปิติ ทั้งนี้ยังมีความตั้งใจว่าอยากมาสักการะพระบรมศพให้ได้ 9 ครั้งก่อนถวายพระเพลิงพระบรมศพ ถ้ามีโอกาส
“ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นเหมือนพ่อของลูก สิ่งที่พระองค์ทรงทำเป็นเรื่องดีมากๆ โดยส่วนตัวน้อมนำคำสอนของพระองค์มาใช้ คือเรื่องความพอเพียง ไม่ฟุ่มเฟือย เชื่อว่าไม่ต่างจากประชาชนคนไทยทั่วไปที่ยึดหลักในข้อนี้ เพราะเป็นหลักการดำเนินชีวิตที่ง่ายสามารถปฏิบัติได้ไม่ยากขอแค่มีความตั้งใจ” นางสาวธัญญาภรณ์ กล่าวน้ำต่อคลอเบ้า
โสม โสมวงศ์ศรีกุล
นายโสม โสมวงศ์ศรีกุล อายุ 77 ปี ชาวบางจาก กรุงเทพฯ เดินทางด้วยรถประจำทางมากราบสักการะพระบรมศพเพียงลำพัง เปิดเผยว่า ตนเคยทำงานที่สวนจิตรลดาเมื่อประมาณปี 2500 เป็นเพียงคนงานที่ทำงานแบกหาม และทำความสะอาด และเคยได้เฝ้ารับเสด็จฯ ในหลวง ร.9 อย่างใกล้ชิด จำได้ว่าพระองค์แย้มพระสรวลให้ ตอนนั้นใครได้ใกล้ชิดก็จะสัมผัสได้ว่าพระองค์ทรงพระสิริโฉมงดงาม นับเป็นความปลาปลื้มใจอย่างหาที่สุดไม่ได้ และตนยังจำได้จนถึงทุกวันนี้
"ผมมากราบสักการะพระบรมศพกว่า 50 ครั้ง ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ เป็นความรักและความศรัทธาที่มีต่อพระองค์ และจะมากราบพระองค์จนกระทั้งถึงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ตลอด 70 ปีที่พระองค์ทรงงานมากมายเหลือเกิน และทรงเก่งในทุกด้าน ทรงศึกษาถึงแก่นแท้ พัฒนาทั้งน้ำและดิน เพื่อให้คนไทยอยู่ดีกินดีจนถึงทุกวันนี้ ผมดำเนินชีวิตตามปรัชญาของพระองค์ในด้านความพอเพียง กินพออิ่มและประหยัด ปลื้มใจที่ได้ปฏิบัติตามคำสอน เป็นความสุขที่ยิ่งกว่าสุข" นายโสม บอกเล่าด้วยความตื้นตันใจ



