
นักการเมือง จงระวัง ถูกปชช. ทิ้งไว้ข้างหลัง
“มีชัย” เตือน “นักการเมือง” ระวังถูกปชช.ทิ้งไว้ข้างหลัง ปมโต้แย้ง บังคับให้สมาชิกจ่ายค่าบำรุงพรรค อ้างโพลส.สถิติ 70เปอร์เซ็นต์ หนุนให้เก็บ
นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวยืนยันว่ากรณีที่กรธ. กำหนดบทบัญญัติให้สมาชิกพรรคต้องชำระค่าบำรุงพรรค ปีละ 100 บาท ในร่างพระราชบัญญัตติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง เพราะเป็นสิ่งที่ประชาชนจากการสำรวจความคิดเห็นซึ่งผ่านสำนักงานสถิติแห่งชาติ เห็นด้วยมากถึงร้อยละ 70 ดังนั้นกรธ.จึงเขียนบทบัญญัติดังกล่าวไว้ ขณะที่นักการเมืองพยายามโต้แย้งประเด็นดังกล่าวโดยระบุว่าสร้างภาระให้กับประชาชนนั้น ตนมองว่าเป็นเพียงความคิดฝ่ายเดียวของนักการเมืองที่ไม่เข้าใจ ทั้งที่ประชาชนปัจจุบันได้คิดไปไกลกว่านักการเมืองแล้ว อีกทั้งมุมมองของนักการเมืองยังเป็นความคิดแบบเก่าไม่ปรับเปลี่ยนตามโลก ซึ่งตนมองว่าหากนักการเมืองไม่ยอมเปลี่ยนแปลง เมื่อมฤตยูเข้า หรือพระเสาร์แทรกก็จะถูกทิ้งไว้ให้อยู่ข้างหลัง
“ผมมองว่าหากนักการเมืองบอกว่าเรื่องเก็บค่าบำรุงพรรคจากสมาชิกพรรคเป็นเรื่องยาก แล้วจะมาบริหารประเทศซึ่งยากกว่าเป็น 100 เท่าได้อย่างไร ซึ่งที่ผ่านมากรณีที่พรรคการเมืองได้รับเงินสนับสนุน มาจากกองทุนพัฒนาการเมืองซึ่งเป็นเงินที่มาจากการเก็บภาษี ณ ที่จ่ายของประชาชนทั้งประเทศ หรือ 65 ล้านบาท แต่ประชาชนที่จ่ายภาษีดังกล่าวไม่มีสิทธิในพรรคการเมืองแม้แต่การลงสมัครรับเลือกตั้ง ดังนั้นจะถือว่าเรื่องนี้เป็นการสร้างภาระให้กับประชาชนได้หรือไม่ และหากให้พรรคการเมืองรอแต่เงินจากรัฐบาลผ่านกองทุนพัฒนาการเมืองอย่างเดียว เท่ากับว่าประชาชนมีความเสียเปรียบ” นายมีชัย กล่าว
นายมีชัย กล่าวด้วยว่าสำหรับประเด็นดังกล่าวที่มีข้อเสนอและหากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะแก้ไขต้องพิจารณาให้เหมาะสม เช่น กรณีที่จะปรับลดการเก็บค่าบำรุงพรรคการเมือง เหลือ 10 -20 บาทนั้น ควรปรับเพิ่มจำนวนสมาชิกพรรคการเมือง ให้มากกว่า 5,000 คน เพราะไม่เช่นนั้นพรรคจะมีเงินเพื่อใช้ในกิจการเพียง 50,000 บาท และไม่เพียงพอ ซึ่งทุนประเดิมหรือเงินที่จะเพียงพอที่จะทำพรรคการเมือง กรธ.มองว่าควรมีอย่างน้อย 1 ล้านบาท
ผู้สื่อข่าวถามว่านักการเมืองกังวลว่าหากกำหนดบทลงโทษผู้ที่จ่ายเงินเพื่อแลกการสมัครสมาชิกพรรคนั้นอาจเป็นความเสี่ยงที่ถูกใส่ร้ายได้ นายมีชัย กล่าวว่า ถือเป็นบทสะท้อนว่านักการเมืองมีแนวคิดที่ไม่ตรงไปตรงมา จึงเป็นสิ่งที่ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งในการทำหน้าที่ของ กกต.นั้นมีบทบัญญัติบังคับไว้ว่า ต้องมีความกล้าหาญต่อการทำหน้าที่ด้วย ส่วน กรณีที่พรรคการเมืองต้องเขียนกติกาที่เกี่ยวข้องเพื่อสอดคล้องกับเนื้อหากฎหมายใหม่ ตนไม่ขอให้คำแนะนำเพราะเป็นหน้าที่ของ พรรคการเมืองทีต้องกำหนดกติกาด้วยตนเอง อย่างไรก็ตามขณะนี้ สนช. ยังไม่ได้พิจารณาปรับเนื้อหาตามที่มีผู้ตั้งข้อสังเกต ตนจึงไม่ขอออกความเห็นต่อบทบัญญัติว่าจะขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ และควรรอให้เนื้อหาผ่านการพิจารณาก่อน.



