
เส้นทางกลีบกุหลาบ..."ปทีป" ผบ.ตร.
ดูเหมือนว่าเส้นทางการขึ้นรั้งตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ของ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ เริ่มแจ่มใสขึ้น
หลังจากมีข่าวว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี อาจจะมีการเรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ภายในสัปดาห์หน้า ท่ามกลางกระแสการเมืองที่เชี่ยวกรากอยู่ในขณะนี้
ข่าวการเรียกประชุม ก.ต.ช.ครั้งนี้จึงเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า นายกฯ เริ่มมั่นใจว่าชื่อ พล.ต.อ.ปทีป ที่ยืนยันจะเสนอเข้าที่ประชุมในรอบสองนี้ จะได้รับการโหวตอย่างไม่ยากเย็นนัก
หากย้อนเส้นทางขวากหนามในตำแหน่ง ผบ.ตร. ที่นายกฯ จะต้องเสนอตั้งนายตำรวจยศ พล.ต.อ.ขึ้นมาแทน พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.ที่จะครบเกษียณอายุราชการตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ จะเห็นว่าเต็มไปด้วยกระแสความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคร่วมรัฐบาล ที่มีนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและข้าราชการในสังกัด บวกกับข้อมูลพิเศษที่ยืนยันว่าต้องการให้ พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย รอง ผบ.ตร.ขึ้นนั่งเก้าอี้ผู้นำตำรวจมากกว่า
...คะแนนเสียง 5 ต่อ 4 ในที่ประชุม ก.ต.ช.ครั้งก่อนยังคงตามหลอนนายกฯ อภิสิทธิ์ ในฐานะผู้นำประเทศอยู่จนถึงขณะนี้ การแก้เกมเพื่อหวังดึงคะแนนเสียงค้านใน ก.ต.ช.กลับมานั้นยังคงเป็นเรื่องยาก หากกรรมการทั้งหมดยังคงยืนยันเหมือนเดิม ยิ่งมีข่าวออกมาเป็นระยะๆ ว่า นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ยังคงสนับสนุนคนชื่อ พล.ต.อ.จุมพล โดยเฉพาะกระแสสรุปสุดท้ายเมื่อนายนิพนธ์เดินทางกลับจากประเทศเยอรมนีและรีบเร่งเข้าพบนายกฯ เพื่อรายงานข้อมูลใหม่ล่าสุดให้ทราบ
เมื่อนายกฯ ต้องพบกับเส้นทางตีบตันจึงเกิดเป็นเงื่อนไข และข่าวการย้อนเกล็ดด้วยการเบรกพรรคภูมิใจไทย ที่เสนอตั้งนายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน ขึ้นนั่งเก้าอี้ปลัดกระทรวงพาณิชย์ รวมถึงตำแหน่งปลัดกระทรวงคมนาคมในโควตาพรรคร่วมด้วย
แต่เมื่อชั่งน้ำหนักผลกระทบทางการเมืองแล้ว อาจจะทำให้เกิดความร้าวฉานหนักขึ้น จนถึงขั้นต้องยุบสภา ทำให้ต้องมองหาช่องทางอื่น
และด้วยความบังเอิญหรือมีการส่งสัญญาณบางอย่างออกไปทำให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กำหนดวันชี้มูลความผิดเกี่ยวเนื่องกับการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ที่มี พล.ต.อ.พัชรวาท เป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหา
วันที่ 7 กันยายน 2552 จะเป็นวันลงมติของกรรมการ ป.ป.ช.ว่า พล.ต.อ.พัชรวาท มีมูลความผิดหรือไม่
ถ้าหาก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดนั่นย่อมหมายความว่า ผู้บังคับบัญชา ผบ.ตร.ซึ่งก็คือนายกรัฐมนตรี อาจต้องพิจารณาให้ พล.ต.อ.พัชรวาท หยุดปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งทันที ซึ่งจะเป็นช่องทางให้ตั้งรักษาการในตำแหน่ง (รกน.) ขึ้นมาทำหน้าที่และมีสิทธิในการเข้าประชุม ก.ต.ช.ตามกฎหมาย
ที่สำคัญคือส่งผลโดยตรงต่อคะแนนเสียงในการโหวตชื่อ ผบ.ตร.คนใหม่ เนื่องจากคณะกรรมการ ก.ต.ช.5 เสียงที่สนับสนุน พล.ต.อ.จุมพล ได้แก่ นายชวรัตน์ รมว.มหาดไทย นายวิชัย ศรีขวัญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พล.ต.อ.พัชรวาท พล.ต.อ.สุเทพ ธรรมรักษ์ และนายเรวัติ ฉ่ำเฉลิม ผู้ทรงคุณวุฒิ ส่วน ก.ต.ช.4 เสียงข้างน้อย ได้แก่ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม นายกิติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และนายปิยพันธุ์ นิมมานเหมินท์ ผู้ทรงคุณวุฒิ ส่วนนายนพดล อินนา ผู้ทรงคุณวุฒิ อีกหนึ่งคนงดออกเสียง
หากพล.ต.อ.พัชรวาทต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ จะทำให้คะแนนเสียงค้าน พล.ต.อ.ปทีป หายไป 1 เสียง กลายเป็น 4 เสียงเท่ากัน หากนายกฯ จะตั้งรักษาการเข้ามาประชุมนั่นย่อมแน่ใจได้ว่า จะต้องยกมือให้แก่ฝ่ายนายกฯ และหากนายนพดลซึ่งงดออกเสียงเมื่อคราวที่แล้ว ถือว่าสนิทสนมกับ ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ และยืนอยู่ข้าง พล.ต.อ.พัชรวาท ยกมือสนับสนุน พล.ต.อ.จุมพล จะทำให้คะแนนออกมาเป็น 5 ต่อ 5 นั่นคือเสียงที่ 11 ซึ่งตามกฎหมายคือ นายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้ตัดสิน
และชื่อของ ผบ.ตร.คนใหม่จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก พล.ต.อ.ปทีป นี่คือหมากเกมที่ง่ายที่สุดที่ออกมาพร้อมกับอาวุธลับ ป.ป.ช.และข่าวการเรียกประชุม ก.ต.ช.ภายในไม่กี่วันข้างหน้านี้ !!



