
เมื่อแบงก์แข่งกันดึง (เงินฝาก)
แม้ว่า วันแรกของการเปิดจองพันธบัตรออมทรัพย์ของแบงก์ชาติ ซึ่งเสนอขายผ่านธนาคารพาณิชย์ 10 แห่งเมื่อวันที่ 3 กันยายน ที่ผ่านมา จะปรากฏว่า มีคนไปรอคิวที่แบงก์ตั้งแต่ตีสี่ แต่ภาพรวมการเปิดขายพันธบัตรวงเงิน 5 หมื่นล้านบาท (ในตอนแรก) กลับดูเหมือนว่า จะไม่คึกคัก
บ้างก็ว่า เป็นเพราะอัตราดอกเบี้ยที่ “ไม่จูงใจ” เพราะพันธบัตรอายุ 4 ปี ดอกเบี้ยอยู่ที่ 4.5% ขณะที่พันธบัตรอายุ 7 ปี เสนออัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันได โดยปีที่ 1-2 ดอกเบี้ยอยู่ที่ 3.00% ก่อนขยับเป็น 4.00% ในปีที่ 3-4 และ 5.00% ในปีที่ 5-6 จนปีสุดท้าย ดอกเบี้ยเพิ่มเป็น 6.00% ซึ่งเท่ากับว่าเฉลี่ย 7 ปี ดอกเบี้ยอยู่ที่ 4.285%
บ้างก็ว่า เป็นเพราะก่อนหน้านี้ พันธบัตรไทยเข้มแข็งของกระทรวงการคลัง กวาดสภาพคล่องไปเยอะแล้วตั้ง 8 หมื่นล้านบาท โดยผลตอบแทนเฉลี่ย 5 ปี อยู่ที่ 4.00%
และบ้างก็ว่า แบงก์ชาติ “ขายของ” ไม่เป็น เพราะไม่ตีปี๊บโหมโรงเหมือนกระทรวงการคลัง ที่สามารถทำให้ประชาชนแห่แหนไปจองพันธบัตรไทยเข้มแข็งได้แน่นขนัดจนสร้างกระแสความต้องการที่ล้นทะลัก
แต่เอาเข้าจริงกลายเป็นว่า ไอ้ที่เงียบๆ หงิมๆ กลับขายในวันแรกได้ถึง 9 หมื่นล้านบาท !! เรียกว่า เรื่อยๆ มาเรียงๆ สไตล์แบงก์ชาติของจริง!!
ถึงตอนนี้ ตอนแรกบอกว่า ถ้าวงเงิน 5 หมื่นล้านบาทไม่พอ จะขยายเป็น 1 แสนล้านบาท แต่ล่าสุดแบงก์ชาติบอกแล้วว่า ไม่อั้น!! ดังนั้น ใครที่ยังไม่ได้ไปจองซื้อยังมีโอกาสจนถึงวันที่ 7 กันยายนนี้
เจอแบบนี้ ทำให้แบงก์ต่างๆ นั่งไม่ติด เพราะรอบแรกพันธบัตรไทยเข้มแข็งดึงสภาพคล่องไปเกือบแสนล้าน มาเจอระลอกสองอีกแสนล้าน งานนี้แบงก์เลยต้องร่วมวงไพบูลย์ออกแรงทั้งดึงและดูดเงินฝาก
อย่างน้อยก็อาจทำให้หลายคนที่ “ขี้เกียจ” โยกเงินฝาก เพียงเพื่อผลตอบแทนที่ต่างกันไม่มากไม่มาย ยังจงรักภักดีฝากเงินกับแบงก์ต่อไป
“เลอศักดิ์ จุลเทศ” ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เป็นผู้หนึ่งที่ยอมรับว่า การระดมเงินด้วยการออกพันธบัตรของรัฐบาล มีผลทำให้ธนาคารต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ ทั้ง 3 เดือน 6 เดือน และ 12 เดือน ในอัตรา 0.15-0.35%
ส่งผลให้เงินฝากประจำ 3 เดือนของแบงก์ออมสิน ปรับขึ้นจาก 1.00% ต่อปี เป็น 1.15% ต่อปี เงินฝากประจำ 6 เดือน ปรับขึ้นจาก 1.00% ต่อปี เป็น 1.25% ต่อปี และเงินฝากประจำ 12 เดือน ปรับขึ้นจาก 1.10% ต่อปี เป็น 1.45% ต่อปี
ส่วนที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม และยังคงเดินหน้าทำต่อไป นั่นคือ การพัฒนาผลิตภัณฑ์เงินฝากสงเคราะห์ชีวิตและครอบครัว ที่ล่าสุดแบงก์ออมสินนำเสนออีก 2 รูปแบบ ได้แก่ ประกันชีวิตออมสิน 10/1 และประกันชีวิตออมสิน 5/1 เน้นการฝากเงินเพียงแค่ครั้งเดียว แต่ให้ความคุ้มครองชีวิตผู้ฝากระยะยาวควบคู่ไปกับการคุ้มครองอุบัติเหตุ ไม่นับรวมสลากออมสิน ที่คาดว่าจะออกมาในช่วงปลายปีนี้ โดยผลตอบแทนมีโอกาสสูงขึ้น และมีรางวัลพิเศษเพิ่มเติม แต่ราคาเสนอขายต่อหน่วยก็จะเพิ่มขึ้นจาก 50 บาทเป็น 100 บาท และอายุของสลากก็จะนานขึ้นจาก 3 ปีเป็น 5 ปี
ขณะที่ธนาคารทหารไทย เปิดตัวบัญชีเงินฝากประจำ “ทีเอ็มบี อัพ แอนด์ อัพ” ซึ่งเป็นบัญชีเงินฝากประจำรูปแบบใหม่ที่ให้อัตราดอกเบี้ยพิเศษ และเพิ่มขึ้นทุกๆ 6 เดือน โดยที่เจ้าของบัญชีสามารถถอนได้ก่อนกำหนดและยังคงได้รับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำตามระยะเวลาที่ฝาก
ทั้งนี้ ลูกค้าที่เปิดบัญชีดังกล่าว จะได้รับดอกเบี้ยทุก 3 เดือน โดยโอนเข้าบัญชีออมทรัพย์หรือบัญชีกระแสรายวัน ซึ่งจะต้องมียอดเงินฝากขั้นต่ำที่ 25,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 30 ล้านบาท
สำหรับอัตราดอกเบี้ย เดือนที่ 1-6 อยู่ที่ 0.75% เดือนที่ 7-12 อยู่ที่ 1.25% เดือนที่ 13-18 อยู่ที่ 1.75% และเดือนที่ 19-24 อยู่ที่ 4.25%
ไม่นับรวมธนาคารเกียรตินาคิน ที่เปิดตัวโปรโมชั่นพิเศษ “เยส เคเค” (YES KK) เงินฝากประจำ 14 เดือน ดอกเบี้ย 2.00% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยทุกเดือน และธนาคารกรุงศรีอยุธยา กับแคมเปญ “เงินฝากประจำพิเศษ กรุงศรี 7 เดือน” ดอกเบี้ย 1.50% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยทุกเดือนเช่นกัน
เรียกว่า นาทีนี้ ใครอยากล็อกผลตอบแทนระยะยาวแบบมั่นคงแน่นอน ก็เลือกลงทุนในพันธบัตรออมทรัพย์แบงก์ชาติ (รวมทั้งพันธบัตรไทยเข้มแข็งลอตใหม่ในช่วงปลายปีนี้) หรือถ้าต้องการล็อกแบบสั้นๆ ธนาคารพาณิชย์ก็มีหลายผลิตภัณฑ์ให้เลือกพิจารณา
สุดท้าย ฝากเป็น “ข้อคิด” สำหรับบรรดาธนาคารที่แข่งกันระดมเงินฝากสักนิด เพราะล่าสุดมีผู้ฟัง “เนชั่น เรดิโอ” โพสต์ข้อความไว้ในเว็บบอร์ด www.nationradio.co.th เกี่ยวกับธนาคารธนชาต ที่เปลี่ยนแปลง “เงื่อนไข” การถอนเงินฝากประจำ 24 เดือนเมื่อครบกำหนด โดยไม่ได้แจ้งให้ลูกค้าทราบล่วงหน้า แม้จะไม่ใช่เรื่องใหญ่เรื่องโต ร้ายแรงจนถึงขนาดอภัยกันไม่ได้
แต่ในภาวะแข่งขันสูงเช่นนี้ การดูแลความสะดวกสบายและบริหารความพอใจของลูกค้า เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่บรรดาแบงก์ไม่ควรละเลย (อย่างยิ่ง)
ขวัญชนก วุฒิกุล
[email protected]



