ข่าว

"สนช."รับหลักการร่างกฎหมายลูกกกต.  

"สนช."รับหลักการร่างกฎหมายลูกกกต.  

21 เม.ย. 2560

สนช.รับหลักการร่างก.ม.ลูกกกต.  พิจารณาภายใน 45 วัน  “สมชาย”ชี้ กกต. 2 - 3 คนพ้นตำแหน่งหลังกม.ประกาศใช้ ด้าน”ทวีศักดิ์”หวั่นผู้ตรวจการเลือกตั้งสู้กกต.จังหวัดสู้

 

           21 เม.ย.60- เมื่อเวลา 11.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ที่มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช.คนที่ 1 เป็นประธานการประชุม โดยที่ประชุมได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ตามที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)เสนอ

            โดยนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ. ชี้แจงว่า ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดในมาตรา 267 ให้กรธ.อยู่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อจัดทำพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ จำนวน 10 ฉบับ ให้แล้วเสร็จ เพื่อให้สนช.พิจารณาเห็นชอบต่อไปขณะนี้ กรธ. จัดทำร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง และร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญกกต.ฯเสร็จสิ้นเรียบร้อย ซึ่งในส่วนของร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญกกต.ฯนั้น ทางกรธ.ได้ให้องค์กรอิสระต่างๆเสนอความคิดเห็นมา และกรธ.ได้ใช้ร่างขององค์กรอิสระเหล่านั้นในการพิจารณา โดยใช้หลัก 3 ประการ คือ 1. สิ่งใดที่ร่างมาและดีอยู่แล้วก็ให้คงไว้ตามนั้น 2. สิ่งใดที่ขาดตกบกพร่องก็จะดำเนินการเพิ่มให้สมบูรณ์ขึ้น และ 3. สิ่งใดที่ต้องเพิ่มเข้ามาใหม่ เพื่อให้องค์กรอิสระมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล นอกจากนี้กรธ.ยังได้รับฟังความคิดเห็นของประชาชนด้วย

            “ในส่วนของสนช. ได้มีการตั้งคณะกรรมาการฯขึ้นมาศึกษาควบคู่กันไป และได้ส่งข้อคิดเห็นมายังกรธ.เป็นระยะ โดยหลายกรณี สะกิดให้กรธ.พบข้อบกพร่อง ทำให้มีการโต้แย้งกันว่า จะทำอย่างไรถึงจะเหมาะสม ซึ่งความพยายามของกรธ. พยายามทำให้กลไกที่เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญ คือ กกต.ให้จัดการเลือกตั้งด้วยความเที่ยงธรรม ได้คนดีมาปกครองบ้านเมือง ดังนั้นในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการฯต่อจากนี้ไป ถ้าพบเห็นว่ามีอะไรที่ขาดตกบกพร่องอย่างไร ก็ย่อมเป็นอำนาจของคณะกรรมาธิการฯที่จะแก้ไขปรับปรุง ซึ่งทางกรธ.ก็พร้อมจะรับฟังและชี้แจงให้เห็นว่า ทำไมถึงเขียนอย่างนั้น อย่างไรก็ตาม หากมีข้อขาดตกบกพร่องส่วนใด กรธ.ก็น้อมรับเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์” ประธาน กรธ.กล่าว

            จากนั้นที่ประชุมเปิดให้สมาชิกอภิปราย ซึ่งส่วนใหญ่สนับสนุนในหลักการ แต่ก็ยังมีข้อสังเกตในรายละเอียดของร่างกฎหมายดังกล่าว โดยนายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน สนช. อภิปรายว่า ภาพรวมเห็นด้วยเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตามสนช.ได้ตั้งคณะกรรมการศึกษาตัวร่างฉบับกรธ.มาล่วงหน้าแล้ว โดยเห็นข้อดีหลายเรื่อง เช่น การมีมาตรการคุ้มครองพยานในกรณีที่การเลือกตั้งในพื้นที่มีการทุจริต ซึ่งที่ผ่านมาคนที่เป็นพยานมักไม่ได้กลับไปอยู่ในพื้นที่ เนื่องจากเกรงกลัวอิทธิพลของบุคคลที่จะได้เป็นส.ส. เป็นต้น

            นายทีวีศักดิ์ กล่าวว่า  สำหรับประเด็นที่ยังไม่ตกผลึกมี 3 เรื่อง คือ ประเด็นแรกกรธ.ได้ตัดกกต.จังหวัด ออก และให้กำหนดรูปแบบผู้ตรวจการเลือกตั้งขึ้นแทน ซึ่งไม่แน่ใจว่ารูปแบบดังกล่าวจะใช้ได้หรือไม่ เพราะใช้คนนอกพื้นที่ ขณะที่กกต.จังหวัดมีความผูกพันและคุ้นเคยกับพื้นที่ได้ดีกว่า  ประเด็นที่สอง เรื่องการดำรงตำแหน่งของกกต.ก่อนที่ร่างกฎหมายจะประกาศใช้ ซึ่งในร่างกฎหมายดังกล่าวกำหนดคุณสมบัติเข้ม จนอาจจะมีกกต.บางคนต้องพ้นตำแหน่ง ซึ่งจะกระทบสิทธิกับผู้ดำรงตำแหน่งนั้นๆ หากมองตามหลักกฎหมายทั่วไป ผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆได้รับการสรรหาถูกต้องทุกอย่าง และสละอาชีพของตนเองเพื่อเข้ามารับการสรรหา ก็ควรให้อยู่ครบวาระ โดยเรื่องนี้จะต้องมีการหารือต่อไปในชั้นกมธ. และประเด็นที่สาม มีหนังสือที่เป็นข้อร้องเรียนจากพนักงานกกต.เกี่ยวกับเรื่องสิทธิประโยชน์ที่เห็นว่า พนักงานจะต้องมีสิทธิประโยชน์ไม่ควรที่จะน้อยกว่าการเป็นข้าราชการ ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่เกี่ยวกับขวัญและกำลังใจ

            นายสมชาย แสวงการ สนช.อภิปรายว่า  สนช.ได้มีการพิจารณาการดำรงตำแหน่งของกกต.ชุดปัจจุบัน ในเบื้องต้น พบว่าจะมีกกต. จำนวน 2-3 คน ขาดคุณสมบัติตามร่างกฎหมายดังกล่าว ดังนั้นจึงขอเรียนถามอย่างตรงไปตรงมาว่า หากสนช.แปรญัตติไม่เห็นด้วยกับกรธ. เนื่องจากสมาชิกสนช.มองเป็น 2 มุม คือ กฎหมายไม่ควรรอนสิทธิเพราะเขาก็ได้รับการสรรหา ดังนั้นกกต.ชุดปัจจุบันจึงสมควรดำรงตำแหน่งจนครบวาระ อีกมุมหนึ่งมองว่า การยกร่างครั้งนี้มีเจตจำนงเพื่อเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เป็นการปฏิรูปหรือปฏิวัติองค์กรอิสระให้มีที่มา หากแก้ไขหรือไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่กรธ.ยกร่างมานั้น จะนำไปสู่ชั้นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่

            นายมีชัย ชี้แจงภายหลังว่า ข้อกังวลที่ระบุว่าผู้ตรวจการเลือกตั้งจะไม่ชำนาญเหมือนกกต.จังหวัดนั้น ปัจจุบันการสื่อสารรวดเร็วจึงไม่จำเป็นต้องลงไปฝังตัวอยู่ในพื้นที่  และผู้ตรวจการเลือกตั้งจะเป็นคนในพื้นที่ อีกทั้งเจ้าหน้าที่ในสำนักงานกกต.จังหวัดน่าจะบอกเบาะแสได้ ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวล  หลักปกติที่เราจะต้องสร้างมือไม้ให้องค์กรใดองค์กรหนึ่งทำงาน แต่ไม่ใช่มอบหมายหรือมอบอำนาจให้คนอื่นไปทำ และจะเป็นหลักใช้ตลอดไปในทุกองค์กรอิสระ ที่สำคัญเมื่อตั้งกกต.จว.จะเป็นรูปกรรมการ การทำงานเป็นคณะ ซึ่งไม่น่าจะทำให้เกิดความคล่องตัวในการตรวจสอบการเลือกตั้ง แต่ถ้าเป็นรูปแบบผู้ตรวจการเลือกตั้ง จะสามารถทำงานลำพังและรายงานกลับสู่ส่วนกลางด้วยตัวเขาเอง หลักนี้จะสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา 77 วรรคสุดท้าย ที่บอกว่าให้หลีกเลี่ยงการทำงานในรูปแบบคณะกรรมการมากที่สุด เพราะการทำงานระบบคณะกรรมการหาผู้รับผิดชอบยาก และอุ้ยอ้าย ต้องมีประชุม มีลงมติ

            นายมีชัย กล่าวอีกว่า สำหรับกรณีรัฐธรรมนูญมาตรา 77 ว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นใจความสำคัญมีเพียงว่าก่อนตรากฎหมายขอให้ฟังประชาชน แต่วิธีการรับฟังก็สุดแต่ลักษณะกฎหมาย ถ้าสามารถรับฟังตามจุดต่างๆได้ก็ไป แต่ถ้าไม่ได้จะใช้เทคโนโลยีให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลก็ได้ ขณะนี้ในคณะกรรมการกฤษฎีกาตกลงกันว่าจะใช้ระบบไอทีในการรับฟังความคิดเห็น โดยให้มีช่องระบุความคิดเห็นได้ นอกจากนี้ยังได้คิดให้นิติบุคคลมาขึ้นทะเบียนความสนใจในด้านต่างๆ หากมีกฎหมายที่ตรงกับที่นิติบุคคลสนใจก็จะทำหนังสือเชิญมาเพื่อแสดงความคิดเห็นผ่านระบบไอที ส่วนข้อกังวลร่างดังกล่าวไปรับฟังคิดเห็นของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 หรือไม่นั้น ตนคิดว่าใช้ได้ แต่อยู่ที่ว่า เรารับฟังเพียงพอหรือไม่ ทั้งนี้ สิ่งที่เรารับฟังมาจากประชาชน และประชาชนคิดเห็นอย่างไร สนช.สามารถใช้ประโยชน์ได้แล้ว ดังนั้นวันนี้จึงไม่จำเป็นต้องรับฟังอีก เพราะจะทำให้การตรากฎหมายล่าช้าออกไป  

            นายมีชัย กล่าวต่อว่า ส่วนคุณสมบัติและข้อห้ามของกกต.นั้น รัฐธรรมนูญกำหนดไม่ยกเว้นให้คนที่มีตำแหน่งอยู่เดิม กรธ.ไม่มีทางออกที่จะบอกว่าถึงจะขาดคุณสมบัติก็ให้ดำรงตำแหน่งอยู่ต่อไป เหมือนกับที่ในรัฐธรรมนูญกำหนดสนช.ให้ดำรงตำแหน่งต่อไป คุณสมบัติใดที่ไม่ได้เขียนไว้ให้ยกเว้นจะต้องปฏิบัติตาม และถ้าขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามและไม่ได้รับการ กรธ.จึงต้องเขียนกฎหมายลูกให้สอดคล้องกัน โดยให้มีการตรวจสอบคุณสมบัติกกต. หากถูกต้องก็อยู่ต่อไปจนครบวาระ หากคุณสมบัติไม่ครบก็พ้นวาระตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเขียนบทบัญญัติลักษณะนี้

            “ กรธ.ไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำ เพียงแต่นึกไม่ได้ว่าจะหาทางแก้อย่างไร ถ้าทางคณะกรรมาธิการวิสามัญของสนช.คิดหาทางแก้ได้ ทางกรธ.ก็ไม่ขัดข้อง”นายมีชัย กล่าว

            จากนั้นที่ประชุมมีมติรับหลักการร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ตามที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)เสนอ ด้วยคะแนน 201 ต่อ 0 งดออกเสียง 2  เสียง ทั้งนี้ ได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ จำนวน 31 คน  และกำหนดระยะเวลาดำเนินงานภายใน 45 วัน