
สบส.ตรวจ1ใน4คลีนิคทำถูกต้องพรบ.อุ้มบุญ
สบส.ตรวจสอบ1ใน4คลินิกถูกอ้างปล่อยอสุจิข้ามลาวพบทำถูกพรบ.อุ้มบุญคลินิกแจ้งความผู้กล่าวหาแล้ว สบส.รอหลักฐานระบุชัดเจนเป็นไข่ อสุจิ ตัวอ่อนจริงดำเนินการทางกฎหมาย
กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(สบส.)กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ในฐานะกรมที่กำกับดูแลสถานพยาบาลเอกชนได้เข้าตรวจสอบคลินิกแห่งหนึ่งบนตึกสูงย่านเพลินจิต หลังจากถูกผู้ต้องหาชายไทยกล่าวอ้างถึงว่าเป็น 1 ใน 4 คลินิกในกทม.ที่ไปรับถังไนโตรเจนบรรจุอสุจิเพื่อรับจ้างขนข้ามไปฝั่งสปป.ลาว หลังจากถูกจับคาด่านพรหมแดนสะพานมิตรภาพไทย-ลาว จ.หนองคาย ซึ่งคลินิกอนุญาตให้เฉพาะเจ้าหน้าที่กรมเข้าไปทำการตรวจสอบเท่านั้น ส่วนบุคคลอื่นให้รออยู่บริเวณโถงชั้นล่าง
หลังเข้าตรวจสอบใช้เวลาราว 1 ชั่วโมง นพ.ธงชัย กีรติหัตถากร รองอธิบดีกรมสบส. ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าตรวจสอบพร้อม นพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรตศิลปะ สบส.ว่า จากการเข้าตรวจสอบมาตรฐานการดำเนินการของคลีนิคแห่งนี้พบว่าดำเนินการถูกต้องตาม พรบ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธ์ทางการแพทย์.พศ.2558 ทั้งนี้ผู้ดำเนินการคลินิคหรือเจ้าของปฏิเสธไม่รู้เห็นที่ถูกผู้ต้องหาที่จับที่หนองคายกล่าวอ้าง และคลินิคได้ดำเนินการแจ้งความกับผู้ต้องหารายนี้มายื่นกับ สบส.ด้วย
ส่วนการตรวจาสอบว่าคลินิคว่า จะเกี่ยวข้องหรือไม่สบส.ต้องรอสำนวนที่ถูกต้องชัดเจนจากจังหวัดหนองคายก่อน จึงจะสามารถดำเนินการตรวจสอบและดำเนินการตามกฏหมายได้ เรื่องนี้ต้องแบ่งเป็น 3 ส่วน 1. ผู้นำพาซึ่งถูกจับกุมถ้าสามารถพิสูจน์ได้ว่าสิ่งที่อยู่ในถังในไตรโนเจนเป็นไข่อสุจิหรือตัวอ่อนจะมีความผิดตามพรบ.คุ้มครองเด็กฯ.2.ต้องตรวจสอบว่ามีเอเจนซี่เป็นคนกลางในการดำเ้นินการหรือไม่ และมีการซื้อ ขายกันหรือไม่ 3. มีคลินิคเข้ามาเกี่ยวจ้องในการนำส่งด้วยหรือไม่ ถ้าสบส.ได้รับข้อมูลและหลักฐานที่ชัดเจนก็จะดำเ้นินการตามกฏหมายทันที
นพ.อาคม กล่าวว่า ในการตรวจสอบกรณีที่จังหวัดหนองคาย. จะต้องพิสูจนืทราบให้ได้ว่าสิ่งที่บรรจุนั้น เป็นไข่้ อสุจิ หรือตัวอ่อน ซึ่งจังหวัดหน่องคายไม่สามารถดำเนิืนการได้ ต้องส่งไปจตรวจสอบที่จังหวัดขอนแก่น คาดว่าจะทราบเร็วๆนี้ ถ้าระบุได้ชัดเจนดำเนินการครบทั้ง 3 สิ่งหรือไม่อย่างไร จะสามารถตรวจสอบได้จากบัตรผู้ป่วยนอก หรือที่จะแนบส่งไปพร้อมกับขวดไนโตรเจรด้วย ในบัตรจะระบุชื่อคลินิค คนไข้ ความผิดปกติที่คนไข้มารับบริการ วันเวลาที่มารับบริการ ซึ่งจะนำบัตรไปตรวจสอบย้อนกลับมาที่คลินิคๆได้ ซึ่งต้องรอข้อมูลที่ชัดเจน
ด้าน ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา นายกแพทยสภา กล่าวกรณีมีการจับกุมขบวนการขนอสุจิข้ามชายแดน ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าในถังเก็บความเย็นนั้นเป็นตัวอ่อนหรือไม่ ตอนนี้กำลังส่งมาตรวจในคลินิกที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งคิดว่าใช้เวลาไม่นาน ทั้งนี้หากตรวจแล้วว่าเป็นเรื่องจริงถือว่าผิดกฎหมาย แพทย์ที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องนี้โดนแน่นอน ซึ่งนอกจากผิดกฎหมายแล้วก็จะผิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพด้วย อาจจะต้องเพิกถอนใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมด้วย
เมื่อถามว่า มีข้อมูลปรากฏว่าเคยมีคลินิกที่เคยทำผิดเกี่ยวกับการทำอุ้มบุญมาก่อนด้วยถือว่าโทษต้องรุนแรงขึ้นหรือไม่ นพ.ประสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้าทำผิดแม้ครั้งเดียวก็ผิด เป็นการเจตนา จงใจกระทำผิด ก็ถือว่าเป็นโทษร้ายแรง อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ยังต้องมีการตรวจสอบก่อน.
สำหรับโทษผู้ฝ่าฝืนกฎหมายฉบับนี้ เช่น กรณีเป็นแพทย์ที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานแพทยสภา มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากกระทำเชิงการค้า รับจ้างอุ้มบุญ มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท
กรณีเป็นนายหน้ามีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีขายอสุจิหรือไข่มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีที่มีการดำเนินการอุ้มบุญมาก่อนกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ ให้สามารถยื่นรับรองบุตรได้เลย



