ข่าว

'สหรัฐ'ยกย่อง'ประชาธิปไตย'อินโดนีเซีย

'สหรัฐ'ยกย่อง'ประชาธิปไตย'อินโดนีเซีย

21 เม.ย. 2560

ไมค์ เพนซ์ รอง ปธน.สหรัฐ ชื่นชมระบอบประชาธิปไตยอินโดฯ และการมีความเชื่อสายกลางในอิสลาม 

 


               นายไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐ กล่าวยกย่องระบอบประชาธิปไตยในอินโดนีเซีย และการมีความเชื่อสายกลางในศาสนาอิสลาม ซึ่งได้สร้างแรงบันดาลใจไปทั่วโลก
               “การมีความเชื่อสายกลางในศาสนาอิสลาม ได้สร้างแรงบันดาลใจไปทั่วโลก ซึ่งเราขอชมเชยท่าน และประชาชนของท่าน” นายเพนซ์กล่าวในการแถลงข่าว พร้อมกับนายโจโก วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ในโอกาสเดินทางเยือน 4 ประเทศในเอเชีย
               “ในฐานะที่เป็นประเทศประชาธิปไตยที่มีขนาดใหญ่เป็นที่ 2 และที่ 3 ของโลก ประเทศของเราทั้งสองมีหลายสิ่งที่เหมือนกัน เช่น เสรีภาพ, การบังคับใช้กฎหมาย, สิทธิมนุษยชน และความหลากหลายของศาสนา” เขากล่าว
               หลังจากที่ได้พบปะกับนายวิโดโดแล้ว นายเพนซ์ ได้เดินทางเข้าเยี่ยมชมมัสยิดอิสสติกลัล (Istiqlal Mosque) ซึ่งเป็นมัสยิดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
               นอกจากนี้ นายเพนซ์ ยังกล่าวว่ารัฐบาลวอชิงตัน ต้องการมีความสัมพันธ์กับอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในแบบที่ทั้งสองฝ่ายต่างได้รับและรักษาผลประโยชน์ได้ในระดับที่เท่าเทียมกัน
                อินโดนีเซียเป็น 1 ใน 16 ประเทศ ที่อยู่ในรายชื่อกลุ่มประเทศได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งให้กระทรวงพาณิชย์ตรวจสอบข้อมูลดังกล่าว ว่ามีความผิดปกติในทางใดทางหนึ่งหรือไม่
               ด้านรัฐบาลจาการ์ตา ระบุว่า สหรัฐขาดดุลการค้าต่ออินโดนีเซียเป็นมูลค่า 8,840 ล้านดอลลาร์ (ราว 309,400 ล้านบาท) เมื่อปีที่แล้ว จากมูลค่าการค้าซึ่งอยู่ที่ 23,440 ล้านดอลลาร์ (ราว 820,400 ล้านบาท) โดยสินค้าที่อินโดนีเซียส่งออกไปยังสหรัฐส่วนใหญ่ เป็นสิ่งทอ เช่น เสื้อผ้าสำเร็จรูป รองเท้าหนัง อาหารทะเลแช่แข็ง ส่วนสินค้าที่อินโดนีเซีย นำเข้าจากสหรัฐมากที่สุดได้แก่ อากาศยานพาณิชย์ เครื่องจักร และถั่วเหลือง
               นอกจากนี้ นายวิโดโดและนายเพนซ์ ยังหารือกันเรื่องการส่งเสริมความร่วมมือในการต่อต้านกลุ่มก่อการร้าย ที่ผู้นำอินโดนีเซียเผยว่า เป็นหนึ่งในวาระแห่งชาติมาตลอด และสถานการณ์ในทะเลจีนใต้ เกี่ยวกับเสรีภาพในการลาดตระเวนทางทะเล