ข่าว

บทความพิเศษ-เอกซเรย์หน่วยแพทย์รับมือม็อบยิ่งกว่าความพร้อมคือความเป็นกลาง

บทความพิเศษ-เอกซเรย์หน่วยแพทย์รับมือม็อบยิ่งกว่าความพร้อมคือความเป็นกลาง

05 ก.ย. 2552

เมื่อประเทศไทยก้าวเข้าสู่ภาวะความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงง่ายๆ ซ้ำยังมีความแตกแยกรุนแรงในหมู่ประชาชนอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน การเตรียมรับมือกับสถานการณ์ความไม่สงบจากการชุมนุมจึงเป็นประเด็นที่ต้องหยิบมาพิจารณากันอย่างจริงจังอีกครั้ง

 แม้ปัจจุบันบ้านเราจะมีพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 และมีสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ หรือ สพฉ. เป็นเจ้าภาพในการรับมือกับเหตุสาธารณภัยต่างๆ รวมทั้งการชุมนุมทางการเมืองแล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่ายังมีปัญหาอีกหลายประการที่รอการปรับจูน

 การเรียนรู้บทเรียนจากอดีตเพื่อก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ท่ามกลางสถานการณ์คุกรุ่นทางการเมืองที่พร้อมระเบิดได้ทุกเมื่อ จึงเป็นสิ่งจำเป็นยิ่ง !

 เมื่อเร็วๆ นี้เพิ่งมีเวทีเสวนาสาธารณะเรื่อง "ความพร้อมการรับมือเหตุสาธารณภัยและการชุมนุม" โดยมีประเด็นอภิปรายหลักคือ "จะรักษาชีวิตประชาชนอย่างไรในสถานการณ์ความไม่สงบจากการชุมนุม" ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ โดยมีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง

 ในช่วงต้นของเวทีสาธารณะ นพ.อารักษ์ วิบุลผลประเสริฐ จากโรงพยาบาลรามาธิบดี รายงานผลการศึกษาเรื่องการตอบสนองทางการแพทย์ในการรับมือเหตุสาธารณภัยจากความไม่สงบทางการเมือง วันที่ 29 สิงหาคม 2551 (วันปิดหมายจับแกนนำพันธมิตรที่ทำเนียบรัฐบาล) และวันที่ 2 กันยายน 2551 (เหตุปะทะระหว่างม็อบเสื้อแดงกับเสื้อเหลืองจนรัฐบาลต้องประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) เอาไว้อย่างน่าสนใจ

 ผลการศึกษาพบว่า การรับมือกับเหตุสาธารณภัยจากความไม่สงบทางการเมือง 2 ครั้งดังกล่าว มีปัญหาตั้งแต่ระบบสั่งการกลาง และระบบการจัดการ ณ จุดเกิดเหตุ คือไม่มีผู้บัญชาการเหตุการณ์หลัก ขณะที่ผู้สั่งการ ณ จุดเกิดเหตุไม่ชัดเจน และมีไม่เพียงพอหากสถานการณ์ยืดเยื้อ

 อีกปัญหาที่พบก็คือ ระบบการติดต่อสื่อสารยังมีความสับสน ล่าช้าในทุกลำดับชั้น ช่องทางการสื่อสารมีหลายช่องทางเกินไป ไม่เป็นระบบเดียวกัน ขณะที่ความพร้อมของเจ้าหน้าที่เวชกิจฉุกเฉิน เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ หรือ 69% ไม่ทราบจุดปฏิบัติการของตนเองก่อนออกปฏิบัติการพิเศษ เจ้าหน้าที่บางส่วน หรือ 37% ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้สั่งการ ณ จุดของตัวเอง

 ที่สำคัญในแง่ความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ผู้ออกปฏิบัติการ พบว่าเจ้าหน้าที่กว่าครึ่ง หรือ 58% ได้รับผลกระทบทางร่างกายจากแก๊สน้ำตา เจ้าหน้าที่เวชกิจฉุกเฉินไม่ได้รับการฝึกเข้าพื้นที่เสี่ยงภัยเพื่อนำผู้ป่วยออกมา และครึ่งหนึ่งของเจ้าหน้าที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจ รู้สึกหวาดระแวง กลัว ไม่ปลอดภัย และพักผ่อนไม่เพียงพอ...

 แม้กระบวนการรับมือเหตุสาธารณภัยจากความไม่สงบทางการเมืองจะมีพัฒนาการขึ้นตามลำดับในเหตุการณ์การชุมนุมครั้งต่อๆ มา ประกอบกับสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ หรือ สพฉ. ได้รับการจัดตั้งขึ้นอย่างสมบูรณ์ตามกฎหมาย ซึ่งสามารถอุดช่องโหว่ส่วนใหญ่ได้เกือบทั้งหมด แต่ก็ยังมีประเด็นที่ต้องได้รับการปรับปรุงต่อไป ซึ่ง ศ.นพ.ไพบูลย์ สุริยะวงศ์ไพศาล จากคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ขมวดปมเอาไว้ 4 ประเด็นสำคัญคือ

 1.ความเป็นเอกภาพของหน่วยงาน กล่าวคือต้องมีแผนที่ทุกหน่วยเข้าใจและยอมรับร่วมกัน
 2.ความพร้อมของทุกฝ่ายที่จะปฏิบัติตามแผน
 3.ผู้ใหญ่หรือผู้ที่มีตำแหน่งระดับสูงในบ้านเมืองต้องเข้าใจในแผน และไม่เข้าไปสั่งการโดยพลการ
 4.ความเป็นกลาง

 ทั้งนี้ ประเด็นที่ทุกฝ่ายดูจะให้น้ำหนักเป็นพิเศษคือเรื่อง "ความเป็นกลาง" ซึ่งในรายงานการศึกษาของหมออารักษ์ก็พบว่า หน่วยปฏิบัติงานทางการแพทย์บางหน่วยถูกมองว่าสังกัดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และตกเป็นเป้าของการปะทะ ฉะนั้นหน่วยงานการแพทย์ทุกระดับต้องรักษาภาพลักษณ์ความเป็นกลางทางการเมือง และต้องให้ทุกคนเชื่อมั่นว่า "เราอยู่ข้างผู้ป่วยเสมอ"

 พล.ท.ประสูตร รัศมีแพทย์ จากสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวว่า สิ่งที่ยากที่สุดคือความเป็นกลาง ซึ่งต้องทำให้เกิดเป็นภาพลักษณ์ ให้ผู้ชุมนุมทุกสีได้รับรู้ก่อนมีเหตุการณ์ และต้องเชื่อก่อนว่าหน่วยแพทย์มีความเป็นกลางจริงๆ เมื่อเกิดเหตุประชาชนทุกสีต้องมั่นใจว่าจะได้รับการปฏิบัติเฉกเช่นประชาชนคนหนึ่ง และเมื่อจบเหตุการณ์แล้ว ประชาชนก็ยังต้องเชื่อมั่นว่าหน่วยแพทย์มีความเป็นกลางด้วย

 "ผมคิดว่าเราอาจจะต้องสร้างสัญลักษณ์ร่วมกัน และประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อให้รับรู้ว่าหน่วยนี้ สัญลักษณ์แบบนี้มีหน้าที่รับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินโดยไม่เลือกว่าจะเป็นฝ่ายใด สิ่งสำคัญคือเราต้องแยกการเมืองออกมา อย่าไปใช้กองบัญชาการเดียวกันกับฝ่ายความมั่นคง" พล.ท.ประสูตร ระบุ

 ประเด็นเรื่องความเป็นกลางของหน่วยแพทย์ในสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันคิด สร้าง และสานต่อ ซึ่ง ศ.นพ.ไพบูลย์ เสนอทิ้งท้ายเอาไว้ว่า สามกลุ่มที่จะต้องเข้ามามีบทบาทคือ รัฐ สภาวิชาชีพ และผู้แทนจากสีต่างๆ โดยมีสื่อมวลชนคอยหนุนเสริม...

 และที่สำคัญต้องระะมัดระวังการเสนอข่าวที่มีผลยั่วยุให้เกิดความรุนแรงด้วย!

ปกรณ์ พึ่งเนตร