
ฝากขังครั้งแรกกระเทยเอเยนต์ลวงเด็กค้าบริการ
“น้องสาวไก่ ด่านช้าง-กระเทยเอเยนต์”นอนคุก ไร้ญาติยื่นประกัน หลังปคม.ยื่นฝากขังคดีค้ามนุษย์ลวงเด็ก 14 ปีค้าบริการ
20 เม.ย. ร.ต.อ.ตรีเพชร สมน้อย พนักงานสอบสวน กก.5 บก.ปคม. ได้ควบคุมตัว น.ส.ปวีณ์สุดา หรือแก้ม ขันซาทะ อายุ 20 ปี และนายธนพัตร หรือเจ๊บีม แสนคำ อายุ 31 ปี สาวประเภทสอง ซึ่งทั้งสองเป็นชาว จ.สุพรรณบุรี ผู้ต้องหาที่ 1 และ 2 ตามหมายจับศาลอาญาลงวันที่ 19 เม.ย.60 คดีร่วมกันค้ามนุษย์และเป็นผู้รับจัดหาเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ค้าประเวณี มายื่นคำร้องฝากขังครั้งแรกเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. - 1 พ.ค. นี้ เนื่องจากยังต้องสอบสวนพยานที่เกี่ยวข้องอีก 7 ปาก และรอผลการตรวจสอบประวัติการต้องโทษของผู้ต้องหาทั้งสองจากกองทะเบียนประวัติอาชญากร ซึ่งท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนได้ขอคัดค้านการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาทั้งสองด้วย เนื่องจากเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง หากให้ประกันตัวเกรงว่าจะหลบหนี และอาจจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน
โดยคำร้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 12 พ.ย.59 เวลาประมาณ 17.00 น. เศษ เด็กหญิงผู้เสียหายอายุ 14 ปี ได้ออกมาจากบ้านพักเพื่อร่วมกิจกรรมแปรอักษรที่หน้าโรงเรียนใน จ.สุพรรณบุรี แต่มาช้ากว่ากำหนดจึงไม่ได้ร่วมกิจกรรม จากนั้นผู้เสียหายกับกลุ่มเพื่อนได้พากันไปที่ตลาดด่านช้าง ซึ่งเพื่อนของผู้เสียหายได้ชักชวนกันไปนั่งคุยหลังร้านเกมส์ที่มีกลุ่มวัยรุ่นชายนั่งอยู่หลายคน กระทั่งเวลา 21.00 น.เศษ ผู้เสียหายมีอาการมึนเมาสุรา ซึ่งขณะนั้นนายธนวัฒน์ หรือเต้ย คำแหงคุมพล กับพวกรวม 2 คน บอกว่าจะพาไปส่งบ้าน เนื่องจากผู้เสียหายอ้างว่าไม่มีเงินกลับบ้าน แต่ระหว่างทางได้ขี่รถจักรยานยนต์พาวนไปบริเวณป่าร้าง แล้วนายธนวัฒน์กับพวกได้รุมกระทำชำเราผู้เสียหาย ลักษณะเป็นการโทรมหญิงจนสำเร็จความใคร่
กระทั่งเวลา 01.00 น. ของวันที่ 13 พ.ย.59 นายธนวัฒน์ได้หลอกผู้เสียหายจนหลงเชื่อว่า เพื่อนของผู้เสียหายรออยู่ที่ร้านเกมส์ เพื่อจะไปส่งกลับบ้าน แต่เมื่อมาถึงร้านเกมส์ซึ่งขณะนั้นปิดบริการแล้ว ผู้เสียหายได้ถูกกลุ่มวัยรุ่น 3 คน ข่มขืนกระทำชำเราอีก โดยนายธนวัฒน์ยังได้หลอกผู้เสียหายอีกว่า เพื่อนของผู้เสียหายอีกคนหนึ่งอยู่ที่บ้านของนายประมวล หรือไก่ ขันซาทะ ที่มีหน้าที่ดูแลร้านเกมส์ จึงจะพาผู้เสียหายไปส่งที่บ้านนายประมวล เพราะไปส่งที่บ้านของผู้เสียหายไม่ไหว เนื่องจากดึกแล้วและทางเปลี่ยว ผู้เสียหายจึงต้องยอมตามนั้น โดยไปนอนค้างคืนที่ห้องนายประมวลที่มี น.ส.ปวีณ์สุดา ผู้ต้องหาที่ 1 ซึ่งเป็นน้องสาวของนายประมวล และยังมีเพื่อนของผู้เสียหายอีกคนหนึ่งนอนอยู่ในห้องนั้นด้วย
กระทั่งเวลา 10.00 น. ผู้ต้องหาที่ 1 กับเพื่อนของผู้เสียหายได้ชักชวนตัวผู้เสียหายและเพื่อนอีกคนหนึ่งไปนั่งดื่มสุรากันอีกที่หาดทราย อ.ด่านช้าง แล้วในเวลา 16.00 น. ได้พากันกลับมาที่บ้านของนายประมวล ซึ่งระหว่างอยู่ที่บ้าน นายประมวลได้หยอกล้อเล่นกับผู้เสียหายแล้วพากันไปมีเพศสัมพันธ์ในห้องนอน จากนั้นเวลา 19.00 น. ขณะที่ผู้เสียหายบอกกับเพื่อนและผู้ต้องหาที่ 1 ว่าอยากกลับบ้านพักแล้ว แต่ถูกผู้ต้องหาที่ 1 ชักชวนให้ไปขายบริการ จะได้เงินตอบแทน 1,000 บาท ซึ่งผู้ต้องหาที่ 1 ได้โทรศัพท์คุยกับผู้ต้องหาที่ 2 ซึ่งเป็นเอเย่นหาเด็กขายบริการเพื่อนัดหมายกัน ก่อนที่จะพาผู้เสียหายไปพบลูกค้าชายไทยอายุประมาณ 40-50 ปี ที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน อ.ด่านช้าง โดยลูกค้าคนดังกล่าวยังให้เงินเป็นค่าทิปพิเศษกับผู้เสียหายอีก 300 บาท หลังเกิดเหตุแล้วนายประมวลได้โทรศัพท์หาผู้ต้องหาที่ 1 ให้รีบนำผู้เสียหายไปส่งที่บ้าน เนื่องจากทราบว่ามารดาของผู้เสียหายไปแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.ด่านช้าง ให้ติดตามหาตัว หลังหายออกจากบ้านไปเกือบสองวัน
โดยเมื่อวันที่ 19 เม.ย.ที่ผ่านมา ตำรวจ กก.5 บก.ปคม. ได้นำหมายจับศาลอาญาเข้าทำการจับกุมผู้ต้องหาทั้งสอง ก่อนแจ้งข้อหาดำเนินคดีฐานร่วมกันค้ามนุษย์กับบุคคลอายุไม่เกิน 15 ปี ด้วยการแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณีเด็ก, ร่วมกันเป็นธุระ จัดหา เด็กอายุไม่เกิน 15 ปี เพื่อให้บุคคลนั้นค้าประเวณี แม้บุคคลนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม, เพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นโดยการจัดหาเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี เพื่อการอนาจาร แม้เด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามและฐานสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ และได้ลงมือกระทำความผิดนั้น ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 6, 9, 52 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282, 283, 283 ทวิ, 284 เหตุเกิดที่โรงแรมใน ต.หนองมะค่าโมง อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี ชั้นสอบสวนผู้ต้องหาทั้งสองให้การรับสารภาพ
ทั้งนี้ศาลพิจารณาคำร้องและสอบถามผู้ต้องหาทั้งสองแล้วไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้ฝากขังได้
ซึ่งภายหลังสิ้นสุดเวลาทำการ ไม่มีญาติยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวในชั้นฝากขังนี้ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จึงได้ควบคุม น.ส.ปวีณ์สุดา ผู้ต้องหาที่ 1 ไปคุมขังยังทัณฑสถานหญิงกลาง ส่วนนายธนพัตร ผู้ต้องหาที่ 2 ไปคุมขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพ



