
สนช.รับหลักการ พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ
สนช.รับหลักการพ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ ติงซุปเปอร์บอร์ดควรมาจากหลากหลายอาชีพ ”วิษณุ”แจงแผนยุทธศาสตร์ชาติผูกพันทุกองค์กร ไม่ปฏิบัติเจอบทลงโทษ
20 เม.ย. มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ที่มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช.คนที่ 1 เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธ์ศาสตร์ชาติ พ.ศ... ที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) เป็นผู้เสนอ โดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวชี้แจงว่า กฎหมายฉบับนี้ เป็นพวงเดียวกันกับ ร่างพ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ... เป็นพี่น้องกัน แต่ไม่ถึงขนาดเป็นฝาแฝด กฎหมายยุทธศาสตร์ชาติเปรียบเป็นพี่ใหญ่กว่า สำคัญกว่าเพราะรัฐธรรมนูญใหม่กำหนดไว้ว่า รัฐ หมายถึง ครม.ต้องจัดทำกฎหมายยุทธศาสตร์เพื่อวางเป้าหมาย เป็นแผนที่เกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ เศรษฐกิจ การใช้งบประมาณ กำลังคน ให้เสร็จภายใน 120 วัน หลังร่างรัฐธรรมนูญประกาศใช้ จากนั้นนับหนึ่ง ตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ หรือเรียกว่าซุปเปอร์บอร์ด มาดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ชาติที่กำหนดขึ้นมา ให้เสร็จใน 1 ปี ซึ่งจะเป็นกฎหมายที่เหนือกว่าทุกฉบับ มีผลผูกพันกับทุกองค์กร หากพบว่า หน่วยงานใดไม่ปฏิบัติตามแผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติ จะมีมาตรการในเชิงบังคับ ในสถานเบาจะตักเตือนให้แก้ไข แต่ถ้ายังไม่นำพา ให้ส่งเรื่องไปที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หาก ป.ป.ช. ชี้ว่า กระทำผิดจริง จงใจฝ่าฝืน ให้ดำเนินการกับหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานนั้น ตามกฎหมายได้
“ส่วนกรณีที่กังวลกันว่า การกำหนดยุทธ์ศาสตร์ชาติไว้ล่วงหน้า 20 ปี สุ่มเสี่ยงต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกนั้น รัฐบาลใดก็ตามที่เห็นถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ก็ปรับแก้ไขกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติได้ ไม่เหลือบ่ากว่าแรง ยืนยันว่าแก้ไขไม่ยาก แต่ต้องเข้าตามตรอกออกตามประตู ให้เหมือนกันตอนตั้งต้นร่างกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติ คือจะต้องผ่านการรับฟังความคิดเห็นประชาชน และต้องผ่านสภา ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 77 ตามรัฐธรรมนูญที่ต้องร่างกฎหมายฉบับนี้ ต้องรับฟังความเห็นนั้น สนช.ไม่ต้องกังวลเพราะต้องชมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) ที่ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นส่งมาที่รัฐบาลแล้ว ก็ไม่ต้องรับฟังความเห็นเพิ่มอีก แต่ต่อจากนี้จะเปิดเผยเนื้อหาของร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวต่อสาธารณะเรื่อยๆ” รองนายกฯ กล่าว
จากนั้นที่ประชุมเปิดให้สมาชิกอภิปราย โดยส่วนใหญ่สนับสนุน แต่ตั้งข้อสังเกตถึงการมีคณะกรรมการซุปเปอร์บอร์ด 14 คน และผู้ทรงคุณวุฒิถือว่าใช้ได้ แต่อยากให้มีความหลากหลายในทุกสขาอาชีพ เพื่อให้ภาคประชาชน มีส่วนร่วมมากขึ้น เช่น องค์กรเอ็นจีโอและสื่อมวลชน และไม่ควรกำหนดห้ามผู้ที่มีอายุเกิน 75 ปี มาเป็นคณะกรรมการ นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ สนช. กล่าวว่า การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ถือว่าสำคัญ เป็นเกราะที่จะทำให้ยุทธศาสตร์ชาติ เดินไปได้ เราหวังว่า ยุทธศาสตร์ชาตินี้จะช่วยให้การเดินทางของประเทศเราเดินไปข้างหน้าได้ โดยไม่ถอยหลัง ดังนั้น การเดินหน้าจึงต้องอาศัยภาคประชาชน และเพื่อให้ยุทธศาสตร์ชาติ เกิดความศักดิ์สิทธิ์ ควรให้นายกฯ และหัวหน้าส่วนราชการมาเข้าร่วมประชุมเอง เพราะถึงอย่างไร นายกฯก็ต้องมารายงานผลต่อสภาอยู่แล้ว
นายสมชาย แสวงการ สนช. กล่าวว่า แผนยุทธศาสตร์ชาติจะทำให้การพัฒนาประเทศ มีความต่อเนื่อง แต่เมื่อดูจากองค์ประกอบโครงสร้าง ของคณะกรรมการดำเนินงานแล้ว มีบุคลากรทางด้านความมั่นคงมากเกินไป จึงเกรงว่า จะกลายเป็นการพัฒนายุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคงมากกว่าทางด้านเศรษฐกิจ จึงขอเสนอให้ปรับลดสัดส่วน เพื่อนำประเทศไทยไปสู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจ 4.0 ควรนำคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านนวัตกรรมวิทยาศาสตร์ เศรษฐกิจดิจิตอล เข้าไปดำเนินงานด้วย
เช่นเดียวกับนายทวี ศักดิ์ ที่เสนอว่า สัดส่วนโครงสร้างคณะกรรมการ โดยเฉพาะการให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานวุฒิสภา มาดำรงตำแหน่งรองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติโดยตำแหน่ง เกรงว่าการทำงานจะลักลั่น เพราะการดำเนินงานยุทธศาสตร์ชาติ ควรเป็นหน้าที่ฝ่ายบริหารเพียงอย่างเดียว ไม่ควรนำฝ่ายนิติบัญญัติและตุลาการมาเกี่ยวข้อง
ภายหลังที่สมาชิกอภิปรายเสร็จสิ้นแล้ว นายวิษณุ ชี้แจงว่า องค์ประกอบของคณะกรรมการซุปเปอร์บอร์ดทั้งหมด 32 คน หากกมธ.หรือสมาชิกเห็นว่า ควรจะเพิ่มหรือลด อย่างไรก็ขอให้คำนึงถึงความเหมาะสมด้วย สำหรับคณะกรรมการที่มาจากหน่วยความมั่นคงจำนวนมากนั้น มีที่มาที่ไป เพราะโดยตำแหน่งเหล่านี้ มาจากวุฒิสภา ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำท่านเหล่านี้มาดูแลความมั่นคง นอกจากนี้ ยังมีกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 15 คนในด้านต่าง ๆ ซึ่งไม่ใช่อนุกรรมาธิการ ก็จะเข้ามาทำงานหนักกว่า คณะกรรมการชุดใหญ่อีก ทั้งนี้ การจะปรับปรุงแก้ไขข้อเสนอใดๆก็ตาม ข้อให้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของ คณะกรรมาธิการฯที่จะเห็นสมควร
จากนั้นที่ประชุมได้ลงมติรับหลักการในวาระ 1 เห็นชอบด้วยคะแนน 196 ต่อ 0 และงดออกเสียง 3 พร้อมตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ 33 คน ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน



