
"ปลัดทส."แจงเหตุปล่อย"หมี"ร่วงฮ.เพราะ"ลมกด"
"ปลัดทส."แจง"นักบิน"ปล่อยหมี ร่วงฮ.เหตุสภาพอากาศไม่อำนวย ยันไม่ได้บรรทุกน้ำหนักเกิน ชี้ผลสอบเสร็จสิ้นเดือนนี้ ก่อนหาคนรับผิด "ผู้ตรวจทส."แจงลมม้วน กดเป็นเหตุ
20 เม.ย. 60 - ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยนายประลอง ดำรงค์ไทย ผู้ตรวจราชการประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนางชญานันท์ ภักดีจิตต์ ผู้อำนวยการสำนักการบินอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ร่วมกันแถลงข่าวถึงการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นกรณีหมีตกจากเฮลิคอปเตอร์จากการขนย้ายเพื่อปล่อยกลับคืนสู่ป่า
โดยนายวิจารย์ กล่าวว่า เรื่องนี้เกิดตั้งแต่ก.พ.ที่ผ่านมา สิ่งที่เป็นประเด็นปัญหาคือทางผู้บริหารในกระทรวงเพิ่งทราบข้อมูล ขณะนี้จึงอยู่ระหว่างการหาข้อเท็จจริง ว่าเหตุที่เกิดเกิดเพราะอะไร ทำไมในพื้นที่รายงานล่าช้า อย่างไรก็ตาม ภารกิจขนย้ายสัตว์คืนสู่ป่าโดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ครั้งนี้เป็นครั้งที่2หรือ3 แต่สภาพอากาศวันดังกล่าวไม่เอื้ออำนวย เจอแรงปะทะของลม ส่งผลให้เฮลิคอปเตอร์เกิดอาการสั่น นักบินจึงตัดสินใจสละหมีเพื่อรักษาเฮลิคอปเตอร์ไว้ ซึ่งเป็นสิ่งที่สะเทือนใจ ไม่มีใครอยากให้เกิด เราจะถอดบทเรียนครั้งนี้เพื่อให้เกิดความชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการบิน ระบบการอนุมัติ อนุญาต การนำสัตว์แต่ละประเภทไปปล่อยในป่า
"ถามว่าน้ำหนักการบิน น้ำหนักหมี เฮลิคอปเตอร์ของเรารับได้ หมีตัวที่ขนไปน้ำหนักประมาณไม่เกิน 90 กิโลกรัม ทั้งที่น้ำหนักในการบรรทุกสูงสุดรับได้ 907 กิโลกรัม แต่เหตุที่เกิดก็เกิดจากทั้งสภาพอากาศ สภาพภูมิประเทศขณะนั้นตามข้อมูลเบื้องต้น" นายวิจารย์ กล่าวและว่า ลมทำให้เกิดเครื่องเกิดแรงสั่น ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับเชือกที่ใช้ เนื่องจากเป็นระดับมาตรฐาน และมีการทดสอบมาแล้ว อย่างไรก็ตาม การปล่อยหมีเป็นเพราะสภาพอากาศไม่ใช่น้ำหนักเกินจากการบรรทุกคนหรือสิ่งของอื่นๆ
ผู้สื่อข่าวถามว่า การขนย้ายครั้งนี้มีการขออนุญาตถูกต้องหรือไม่ และอำนาจในการอนุมัติใครรับผิดชอบนายวิจารย์ กล่าวว่า เรามีระเบียบการใช้เฮลิคอปเตอร์อยู่แล้ว ถ้าดำเนินการตามแผนงานปกติ ผอ.สำนักการบินฯ หรือศูนย์ปฏิบัติการการบิน สามารถอนุมัติได้ แต่กรณีไม่ปกติต้องแจ้งผู้บริหารทราบ เช่น การขนย้ายหมีคืนสู่ป่า ซึ่งไม่ใช่แผนงานปกติต้องขออนุมัติจากปลัดกระทรวงฯ หรือรองปลัดกระทรวงฯ ที่กำกับดูแลการบิน
ขณะนี้ทราบว่า สำนักงานปลัดกระทรวงฯ เพิ่งออกระเบียบการบินของกระทรวงใหม่ให้เป็นสากล ให้มีการอนุมัติ อนุญาตที่ชัดเจนมากขึ้น ทั้งนี้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กำลังสอบสวนรายละเอียดทั้งหมด ซึ่งเท่าที่ทราบข้อมูลบางครั้งในอดีตก็มีการละเลยระเบียบการบินของกระทรวงบ้าง ต่อไปนี้ก็ต้องทำให้ชัดเจน
เมื่อถามว่า การเคลื่อนย้ายหมีครั้งนี้ ไม่ได้มีการขออนุญาต ปลัดกระทรวงฯ ใช่หรือไม่ นายวิจารย์ กล่าวว่า ไม่ได้รับการขออนุญาต แต่ต้องแยกกันว่าการดูแลสัตว์ป่า อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กำกับดูแล แต่การใช้เฮลิคอปเตอร์เป็นหน้าที่สำนักปลัดกระทรวงฯ เมื่อถามย้ำว่า กรณีนี้ไม่มีการขออนุญาตใช่หรือไม่ นายวิจารย์ กล่าวว่า กำลังสอบอยู่ว่ามีการขออนุญาตอย่างไร โดยกรมอุทยานฯ จะแล้วเสร็จในสิ้นเดือนนี้
"เมื่อได้ผลสอบข้อเท็จจริงแล้ว จะส่งให้สำนักบริหารกลาง ดูว่ามีความเสียหายเกิดขึ้น หรือมีการละเมิดส่วนใดหรือไม่ หรืออาจต้องสอบอะไรเพิ่มเติม แล้วจะนำผลสอบสวนของกรมอุทยานฯ มาพิจารณาประกอบกัน ถึงจะพิจารณาในเรื่องวินัยต่อไป ว่าจะต้องมีใครรับผิดชอบหรือไม่" นายวิจารย์ กล่าว และว่าหลังจากนี้หากพบว่าเรื่องมีมูล เพราะเกิดความเสียหายขึ้น เราจะตั้งกรรมการสอบอีกครั้ง
เมื่อถามว่า ผู้โดยสารบนเฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าว มีส่วนทำให้ต้องปล่อยหมีหรือไม่ นายประลอง กล่าวว่า น้ำหนักเฮลิคอปเตอร์ รวมน้ำหนักน้ำมัน นักบิน และผู้โดยสารทั้งหมด ประมาณ 2,000 กิโลกรัม ซึ่งเป็นน้ำหนักที่เฮลิคอปเตอร์สามารถรองรับได้ และยังสำรองน้ำหนักที่จะรับได้อีก 907 กิโลกรัม เพื่อภารกิจบรรทุกสิ่งของต่างๆ เพราะฉะนั้น ผู้โดยสารที่นั่งครบทุกที่นั่งไม่มีผลในเรื่องการตัดสินใจปล่อยหมี
"เท่าที่ทราบนักบินบอกว่า ตอนที่บินไปจุดเกิดเหตุเป็นหน้าผา เลยเกิดลมม้วนขึ้นมาปะทะหน้าผา แล้วม้วนกลับมากดทับเฮลิคอปเตอร์ ผมเคยนั่งเฮลิคอปเตอร์ในสภาวะแบบนี้ แม้ไม่ได้บรรทุกอะไรเครื่องก็สั่น ถ้านักบินไม่ตัดสินใจทันทีก็เป็นการเสี่ยง จึงต้องเซฟทั้งคนและเฮลิคอปเตอร์ นักบินจึงต้องเซฟทุกอย่าง" นายประลอง กล่าว
ขณะที่นางชญานันท์ กล่าวว่า นักบินในวันดังกล่าวมีการแจ้งว่าเครื่องเกิดอาการสั่นจนไม่สามารถประคองตัวได้เมื่อมีลมพัดหวนในระหว่างบินผ่านหุบเขา เลยต้องตัดสินใจปล่อยหมีตัวดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ผู้โดยสารบนเครื่องวันดังกล่าวมี 5 คน ประกอบด้วย นักบิน ผู้ช่วยนักบิน ช่างเครื่อง ที่เหลือคือเจ้าหน้าที่ ซึ่งข้อมูลเบื้องต้นได้รับรายงานว่าไม่มีคนนอกร่วมโดยสารไปด้วย ซึ่งจะได้ตรวจสอบต่อไป



