
“มหาดไทย” ติวเข้มขรก.-รัฐวิสาหกิจรู้ทันผลประโยชน์ทับซ้อน
“มท.” ติวเข้มขรก.-รัฐวิสาหกิจรู้ทัน “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ปิดช่องคอรัปชั่น ด้าน “ลูกป๋า” ลั่นภาครัฐผนึกเอกชนทำผิดปชช.ไร้ที่พึ่ง
20 เม.ย. 60 – ที่กระทรวงมหาดไทย(มท.) ได้มีการจัดโครงการสร้างความรู้เกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อน หรือความขัดแย้งกันระหว่างผลประโยชนส่วนตน และผลประโยชน์ส่วนรวม ประจำปีงบประมาณ 2560 มีนายณัฐพงศ์ ศิริชนะ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พล.อ.ศรุต นาควัชระ กรรมการบริหารมูลนิธิพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้รับเชิญมาเป็นวิทยากรบรรยายในโครงการ มีตัวแทนจากส่วนราชการระดับกรม และรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย จำนวน 90 คน เข้าร่วมรับฟังบรรยาย
โดยนายณัฐพงศ์ กล่าวเปิดงานว่า ผลประโยชน์ทับซ้อนถือเป็นการคอร์รัปชั่นประเภทหนึ่ง ส่งผลให้เกิดการแทรกแซง ไม่เป็นกลาง ไม่เป็นธรรม และจะส่งผลกระทบไปถึงประชาชน ทำให้องค์กรเสียหาย ซึ่งในปัจจุบันมาตรการป้องกันเรื่องดังกล่าวถูกบรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ดังนั้นในส่วนของกระทรวงมหาดไทย ที่มีภารกิจ "บำบัดทุกข์ บำรุงสุข" ต้องคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม และประชาชนเป็นสำคัญ ช่วยกันป้องกันการทุจริตไม่ว่าจะเจตนา หรือไม่ก็ตาม ผู้เข้ารับฟังบรรยายจะต้องนำความรู้ที่ได้ไปปฏิบัติ เนื่องจากกฎหมายโดยเฉพาะของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) มีโทษที่รุนแรง เช่น ในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง หากเราไม่รู้ข้อกฎหมาย ก็จะมีปัญหาในอนาคตต่อการเข้าสู่กระบวนการ ต่อจากนี้จะมาอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้
“จะเห็นว่าภาคเอกชนก็มายื่นหนังสือที่กระทรวงมหาดไทย ในเรื่องตำบลละ 5 ล้าน ที่พบว่า อาจมีการทุจริตจากข้างล่างขึ้นมาก็เช่นกัน เมื่อเรื่องเกิด จะมาบอกว่า ไม่รู้กฎหมาย หรือท่องเพลงคำว่า หนูไม่รู้ ไม่ได้แล้ว เพราะกฎหมายป.ป.ช.เข้ม ผมมานั่งดูกฎหมายต่างๆของป.ป.ช. เรียกได้ว่า มีการเอาผิดย้อนหลัง โดยเฉพาะข้าราชการถ้าหากกระทำความผิด ก็อาจกระทบเมื่อถึงวัยเกษียณ เงินบำนาญก็ไม่ได้ ผมก็ขอฝากให้ผู้เข้าร่วมกรุณานำความรู้ที่ได้กลับไปเผยแพร่ยังองค์กรในสังกัดด้วย หน่วยงานตรวจสอบต่างๆเขาก็ยึดว่า การจับผิดพวกเราคือ ผลงานของเขา ดังนั้นเราต้องไม่ให้เขามาจับผิดเราได้ ขอให้เดินให้ตรงทาง อย่าวอกแวก เพราะจะไม่ถึงเส้นทาง ขอย้ำว่า ต้องปฏิบัติตามระเบียบกฎหมาย อย่างเคร่งครัด” รองปลัดมท. กล่าว
ด้านพล.อ.ศรุต กล่าวตอนหนึ่งว่า ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองมากว่า 80 ปี ต้องยอมรับว่า ยังไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ เพราะสิ่งที่จะทำได้คือ เรื่องของคุณธรรม จริยธรรม ซึ่งผลประโยชน์ทับซ้อน มีปัญหาอยู่สิ่งหนึ่งคือ เมื่อผลประโยชน์ส่วนตัวและผลประโยชน์ส่วนรวมขัดแย้งกันเราจะเลือกอะไร หากเลือกถูกก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเลือกผิดก็จะเกิดปัญหา ส่วนองค์กรที่จะเกิดผลประโยชน์ทับซ้อนได้ คือองค์กรภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรอิสระ ภาคเอกชน ภาคประชาชน มูลนิธิ สภาวิชาชีพ รวมถึงภาคประชาสังคม ซึ่งผลประโยชน์ทับซ้อนมีทั้งสิ่งที่เป็นรูปธรรม และนามธรรม เกิดจากเจตนาที่รู้ตัว หรือไม่รู้ตัว และเป็นสิ่งที่เคยปฏิบัติกันมา
“เรื่องการแต่งตั้งที่ไม่เป็นธรรม ไม่ชอบคนนั้น แต่ชอบคนนี้ การแต่งตั้งครั้งนั้นทำเพื่อตัวเองทั้งสิ้น เพื่อประโยชน์ของตัวเอง แล้วมองตัวเองเป็นใหญ่ หรือการใช้ข้อมูลราชการเอื้อพวกพ้อง เป็นต้น ของฟรีล้วนไม่มีในโลก ทุกอย่างต้องมีการตอบแทน ผมจึงอยากฝากว่า ถ้าวันใดภาครัฐ และภาคเอกชนร่วมมือกันทำผลประโยชน์ทับซ้อน ประชาชนก็จะขาดที่พึ่งอย่างแท้จริง” กรรมการบริหารมูลนิธิ พล.อ.เปรมฯ กล่าว.



