
"ซินแสโชกุน" ขอทำใจเรื่องประกัน
ทนาย “ซินแสโชกุน” เผยเจ้าตัวขอทำใจเรื่องประกัน รอตามข้อมูลคดีก่อน หวังคืนเงินให้สมาชิก กองปราบ แจ้ง 4 ข้อหาหนัก ค้านประกันกลัวหนี
20 เม.ย.60 - นายนิติศักดิ์ มีขวด ทนายความของ น.ส.พสิษฐ์ อริญชย์ลาภิศ หรือซินแสโชกุน ผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงประชาชนกล่าวหลังเข้าพบ น.ส.พสิษฐ์ ที่ถูกคุมขังทัณฑสถานหญิงกลางว่า น.ส.พสิษฐ์ บอกว่าตอนนี้ขอทำใจอยู่เรือนจำก่อน ยังไม่ขอยื่นประกันตัว โดยเวลานี้ขอรวบรวมข้อเท็จจริงและหลักประกันที่จะใช้ยื่นคำร้องขอประกันซึ่งจะยื่นเมื่อใดจะต้องดูอีกครั้งยังไม่แน่นอน
ขณะที่ยืนยันว่ามีความประสงค์จะคืนเงินให้กับผู้เสียหายที่มีการจ่ายเงินแล้วแต่ยังไม่ได้รับสินค้าอาหารเสริม โดยสินค้ามีการสั่งเข้ามาเพื่อให้กับสมาชิกแล้ว แต่ น.ส.พสิษฐ์ ถูกจับกุมและตำรวจยึดไว้ทั้งหมดจึงเป็นเหตุให้สมาชิกจำนวนมากไม่ได้รับสินค้า ขณะที่มีข้อเท็จจริงบางส่วนที่แม่ไปดำเนินการเองโดยพลการไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของบริษัทก็จะขอเวลารวบรวมข้อมูลเพื่อดำเนินการอีกครั้ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ น.ส.พสิษฐ์ หรือซินแสโชกุน ปัจจุบันถูกคุมขังที่ทัณฑสถานหญิงกลางนับตั้งแต่วันที่ 14 เม.ย.ที่ผ่านมา ที่พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม ได้ยื่นคำร้องฝากขังครั้งแรกเป็นเวลา 12 วันซึ่งจะครบกำหนดวันที่ 25 เม.ย.นี้ โดยความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 นั้น สามารถยื่นฝากขังได้ทั้งสิ้น 7 ผัดๆละ 12 วัน รวม 84 วัน
ขณะที่ช่วงเช้าวันนี้ (20 เม.ย.) ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ร.ต.ท.หญิง พรพิมล ดอกไม้ พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม ได้ควบคุมตัว นางมณฑญาณ์ นิรันดร อายุ 55 ปี มารดาซินแสโชกุน, นายก้องศรัณย์ แสงประภา อายุ 22 ปี ลูกพี่ลูกน้องซินแสโชกุน , น.ส.ทัศย์ดาว สมัครกสิกรรณ์ อายุ 35 ปี คนสนิทซินแสโชกุน, นางประนอม พลานุสนธิ์ อายุ 40 ปี เลขานุการซินแสโชกุน, นางณิชมน แสงประภา อายุ 64 ปี ป้าซินแสโชกุนและมารดาของนายก้องศรัณย์, นางพารินธรญ์ หงษ์หิรัญ ดัคกอร์ อายุ 35 ปี, น.ส.สุดารัตน์ เอนกนวล อายุ 25 ปี และนายโกวิท ช่วยสัตว์ อายุ 30 ปี ผู้ต้องหาที่ 1-8 ตามหมายจับศาลอาญาคดีฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 และซ่องโจร มาตรา 210 ซึ่งเป็นเครือข่ายร่วมกับ น.ส.พสิษฐ์ อริญชย์ลาภิศ หรือซินแสโชกุน ฉ้อโกงประชาชน มายื่นคำร้องฝากขังครั้งแรก เป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 1 พ.ค.นี้ เนื่องจากต้องสอบปากคำพยานอีกหลายปาก และตรวจสอบหลักฐานทางการเงินของกลุ่มผู้ต้องหา กับรอผลการตรวจประวัติอาชญากรรมของผู้ต้องหา รวมทั้งเอกสารจำเป็นอย่างอื่น
โดยพนักงานสอบสวนก็ได้ขอคัดค้านการประกันตัวผู้ต้องหาทั้ง 8 คนนี้ด้วย เนื่องจากเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนีแล้วจะยากแก่การติดตามตัวในภายหลังซึ่งมีพฤติการณ์ที่บ่งชี้ได้ว่าจะหลบหนีโดยออกนอกประเทศโดยก่อนถูกจับกุมก็ร่วมกันหลบหนีไปยังพื้นที่ จ.ระนอง พร้อมด้วยทรัพย์สินจำนวนมากและหนังสือเดินทาง ประกอบกับยังมีผู้เสียหายอีกจำนวนมากที่จะมาร้องทุกข์เพิ่มเติม ดังนั้นหากปล่อยตัวผู้ต้องหาก็เกรงว่าจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่ออุปสรรคความเสียหายในการสอบสวนได้
โดยคำร้องฝากขัง ระบุพฤติการณ์ร่วมกันกระทำผิดว่า ระหว่างเดือน ม.ค.– เม.ย.60 ผู้ต้องหาที่ 1-8 ร่วมกับน.ส.พสิษฐ์หรือซินแสโชกุน ที่ถูกจับกุมแล้วซึ่งเป็น กก.บจก.เวลท์ เอเวอร์ ลักษณะสมคบกันตั้งแต่ 5 คน ขึ้นไปเพื่อหลอกลวงเอาทรัพย์สินโดยสร้างระบบธุรกิจเครือข่ายคล้ายธุรกิจขายตรงให้ประชาชนนำเงินมาสมัครสมาชิกซื้อผลิตภัณฑ์ และซื้อหุ้นของบริษัทฯ พร้อมเสนอจะจ่ายผลตอบแทนหรือค่าคอมมิชชั่น และเงินปันผลซึ่งมีอัตราผลตอบแทนสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายสามารถจะจ่ายให้ได้ ทั้งที่ความจริงแล้วน.ส.พสิษฐ์กับพวกผู้ต้องหา ไม่ได้ประกอบกิจการอื่นใดเพื่อให้มีรายได้มาจ่ายเป็นผลตอบแทนแก่สมาชิก แต่เน้นการหาสมาชิกโดยนำเงินของสมาชิกรายใหม่มาจ่ายให้กับสมาชิกรายเก่าเท่านั้น ซึ่งมีการเผยแพร่ประกาศโฆษณาแผนการตลาด แสดงกำหนดการเดินทาง สถานที่ท่องเที่ยวอันเป็นเท็จผ่านทางเว็บไซต์ยูทูบ , รายการ เวลท์เอเวอร์ ทางช่องทีวีดิจิตอล เฟซบุ๊กชื่อ wealthever for live , แอพพลิเคชั่น LINE และสื่อโซเชียลต่างๆ และได้สร้างความน่าเชื่อถือด้วยการให้กลุ่มแม่ข่ายกับสมาชิกบางส่วนได้ไปเที่ยวต่างประเทศฟรี พร้อมถ่ายภาพคู่กับสินค้าของบริษัทแล้วโพสต์ภาพ-ข้อความลงในไลน์กลุ่มหรือเฟซบุ๊ก ทำให้สมาชิกและประชาชนทั่วไปเชื่อถือในแผนธุรกิจดังกล่าวจึงพากันสมัครสมาชิกและหลงเชื่อว่าจะได้เดินทางไปเที่ยวต่างประเทศฟรีในช่วงระหว่างวันที่ 11-16 เม.ย.ที่ผ่านมาด้วยการเหมาลำเครื่องบินโดยสาร โดยโอนเงินเข้าบัญชีของกลุ่มผู้ต้องหาทั้งแปดซึ่งเป็นคนใกล้ชิดของ น.ส.พสิษฐ์ ในอัตราค่าสมาชิกรายละ 9,730 บาท ซึ่งขณะนี้มีผู้เสียหาย ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนแล้ว 400 ราย และยังคงมีผู้เสียหายติดต่อเดินทางมาร้องทุกข์อย่างต่อเนื่อง มูลค่าความเสียหายประมาณ 15 ล้านบาท
ภายหลังเกิดเหตุ น.ส.พสิษฐ์และกลุ่มผู้ต้องหาได้หลบหนีจากที่พักย่าน จ.นนทบุรี เดินทางด้วยรถยนต์ไปยัง จ.ระนอง พร้อมปิดโทรศัพท์มือถือของทุกคนเพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ติดตามได้ และเมื่อไปถึง จ.ระนอง น.ส.พสิษฐ์ , นางมณฑญาณ์และน.ส.ทัศย์ดาว ได้มอบบัตรเอทีเอ็มให้กับนายโกวิท ผู้ต้องหาที่ 8 ไปกดเงินที่ จ.พังงา เพื่อเบี่ยงเบนการติดตามจับกุมของเจ้าหน้าที่ แต่ตำรวจ-ทหารสามารถจับกุมตัว น.ส.พสิษฐ์ กับพวกไว้ได้
กระทั่งวันที่ 17 เม.ย.พนักงานสอบสวนกองปราบปราม ได้รวบรวมพยานหลักฐานยื่นขอหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 8 คนต่อศาลอาญาข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและซ่องโจร โดยวันนี้ ( 20 เม.ย.) พนักงานสอบสวนก็ได้แจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมกับผู้ต้องหาทั้ง 8 คนอีก 2 ข้อหาฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนอันเป็นความผิดตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 3, 4, 12 และนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) ชั้นสอบสวนผู้ต้องหาทั้งหมดให้การปฏิเสธ เหตุเกิดทั่วราชอาณาจักรหลายท้องที่เกี่ยวพันกัน
ทั้งนี้ศาลอาญา พิจารณาคำร้องและสอบถามผู้ต้องหาแล้วไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้ฝากขังได้.



