ข่าว

อภิสิทธิ์ไม่หนักใจประชุมกตช.เสนอชื่อผบ.ตร.คนใหม่

อภิสิทธิ์ไม่หนักใจประชุมกตช.เสนอชื่อผบ.ตร.คนใหม่

04 ก.ย. 2552

นายกฯ ไม่หนักใจการประชุม ก.ต.ช.ในสัปดาห์หน้าเพื่อเสนอชื่อ ผบ.ตร.คนใหม่ ระบุไม่ขอพูดเรื่องชื่อบุคคล หวั่นเป็นปัญหา ย้ำจุดยืนไม่เคยเปลี่ยน พร้อมยืนยันไม่มีความขัดแย้งกับ “นิพนธ์ พร้อมพันธุ์” “เสธ.หนั่น”มั่นใจนายกฯแก้ปัญหาได้ ระบุเป็นธรรมชาติของ ปชป. แต่ถึ

 (4ก.ย.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการนัดประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ในครั้งต่อไป เพื่อเสนอชื่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนใหม่ ว่า มีความเป็นไปได้ว่า อาจเป็นสัปดาห์หน้า โดยขอดูเวลานัดหมายก่อน เพราะมี ก.ต.ช.บางคนเดินทางไปต่างประเทศ ถ้าพร้อมก็จะนัดประชุม ซึ่งคิดว่าทิศทางใน ก.ต.ช.ค่อนข้างเป็นเอกภาพ แต่ติดเรื่องเวลาเป็นหลัก ขอยืนยันว่าไม่มีความขัดแย้งกับนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และไม่มีเรื่องที่นายนิพนธ์ยื่นใบลาออก รวมถึงไม่ทราบข่าวว่า นายนิพนธ์ ไปรับประทานอาหารกับ ก.ต.ช.บางคน และมีการล็อบบี้ แต่ข่าวต่าง ๆ ที่ออกมาอาจเป็นไปได้ว่าตำแหน่ง ผบ.ตร.มีความสำคัญ จึงทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันไป

 “ไม่มีเรื่องที่ท่านนิพนธ์ยื่นใบลาออก ผมกับท่านนิพนธ์ไม่มีความร้าวฉานกัน ที่ผ่านมาคุยกันและเข้าใจกันดีทุกอย่าง แต่ข่าวที่เกิดขึ้น ต้องบอกว่าอย่าปล่อยข่าว และไม่มีอะไรหนักใจในการประชุม ก.ต.ช.ครั้งหน้า เพราะเหตุผลต่าง ๆ ของตำแหน่งนี้มีความชัดเจนในตัวเอง มาถึงวันนี้จุดยืนของผมไม่มีเปลี่ยนสักเรื่องไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหน” นายกรัฐมนตรี กล่าว

 ผู้สื่อข่าวถามว่าจะยังคงเสนอชื่อ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจ เป็น ผบ.ตร.เหมือนเดิมหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ขอพูดเรื่องชื่อ เพราะจะเป็นปัญหา แต่ขอยืนยันว่าตนดูข้อมูลรอบด้าน และพร้อมทำความเข้าใจ ซึ่งตามกฎหมายตนเป็นคนเสนอชื่อ ผบ.ตร.คนใหม่ ส่วน ก.ต.ช.เป็นคนให้ความเห็นชอบ

เสธ.หนั่นชี้ปัญหาตั้ง ผบ.ตร.ถึงมือ"ชวน"คลี่คลายได้

 พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี เชื่อว่า สุดท้ายแล้วปัญหาความขัดแย้งในพรรคประชาธิปัตย์เรื่องการแต่งตั้ง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะได้รับการคลี่คลายโดยนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งจะช่วยให้นายกรัฐมนตรีผ่านปัญหานี้ไปได้

 “เดี๋ยวท่านชวน (หลีกภัย)ก็จัดการเอง ในที่สุดก็แก้ปัญหาได้ ถือเป็นธรรมชาติของพรรคประชาธิปัตย์ ผมเคยอยู่กับท่านชวน มา ก็ไม่ได้เห็นพ้องต้องกันไปทุกเรื่อง แต่ถึงเวลาก็ต้องยอมกัน หลายเรื่องก็ค่อย ๆ แก้ทีละปม”

 เมื่อถามว่า นายกฯจะแก้ปัญหานี้ได้หรือไม่ พล.ต.สนั่น กล่าวว่า แก้ได้ นายกรัฐมนตรีเป็นคนนิ่มนวล แต่ยังยึดหลักที่เห็นว่าเป็นประโยชน์

ผบ.ตร.กำชับตร.โครงสร้างใหม่ปฎิบัติงาน8ก.ย.

 พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ได้มีบันทึกข้อความ ที่ 004.25/ว0067 เรื่องการเดินทางไปรับตำแหน่งใหม่ ลงวันที่ 3 กันยายน ถึง ผบช.หรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า ผบก.ในสังกัดสง.ผบ.ตร.หรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า โดยมีเนื้อหาตามที่หน่วยงานต่างๆ ได้เสนอบัญชีข้อมูลการแต่งตั้งเพื่อปรับเกลี่ยข้าราชการตำรวจเข้าสู่ตำแหน่งตามโครงสร้างใหม่ส่วนราชการ ตร.ใหม่ พร้อมทั้งได้ตรวจสอบความถูกต้องของร่างคำสั่งแต่งตั้งข้าราชการตำรวจดังกล่าวกับทาง กพ.ไปแล้วนั้น

 เนื่องจาก ตร.จะมีคำสั่งแต่งตั้งข้าราชการตำรวจเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งตามโครงสร้างใหม่ โดยมีผลบังคับใน 7 ก.ย.2552 ซึ่งเป็นวันที่ พ.ร.ฎ.แบ่งส่วนราชการ ตร.พ.ศ. 2552 มีผลใช้บังคับ ดังนั้น เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการปฏิบัติราชการ จึงให้แจ้งข้าราชการตำรวจที่จะได้รับการแต่งตั้ง เดิน ทางไปปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งใหม่หลังจาก ตร.มีคำสั่งแต่งตั้ง โดยด่วนภายใน 8 ก.ย.2552

อนุก.ตร.ประชุมสรุปซื้อขายตำแหน่งอีกครั้งจันทร์หน้า

 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ วันที่ 4 กันยายน พล.ต.ท.เหมราช ธารีไทย คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร) ผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นประธานคณะอนุกรรมการ ก.ตร. แทน นายสมศักดิ์ บุญทอง ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อประชุมคณะอนุฯ ตรวจสอบข้อเท็จจริงการซื้อขายตำแหน่ง ซึ่งเป็นวันที่สรุปผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยวันนี้มีพล.ต.ท.สุวัฒน์ จันทร์อิทธิกุล ผช.ผบ.ตร. ซึ่งเป็นผู้จัดทำบัญชีการแต่งตั้ง , พล.ต.ต.ชนาภัทร เชยสมบัติ ผบก.กพ. เข้าชี้แจงเป็นครั้งที่สอง และพล.ต.ท.รชต เย็นทรวง จเรตำรวจ (สบ8) ให้ปากคำให้ฐานะ อดีต ผบ.ช.ภ.6 เข้าชี้แจงข้อมูล รวมทั้งมี พ.ต.ท.วีระยศ ชื่นกลิ่นธูปศิริ รองผกก.ป.สภ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ให้หลักฐานเกี่ยวกับการรับจ่ายเงินในสมุดบัญชีธนาคารหรือ สเต้ทเมนท์ ที่นายวีระยศอ้างว่าเป็นบัญชีของพลเมืองดีคนหนึ่งที่ให้มาเป็นหลักฐานว่า มีการโอนเงินเพื่อซื้อขายตำแหน่ง โดยการประชุมใช้เวลาประมาณ 3 ชม.

 พล.ต.อ.นพดล สมบูรณ์ทรัพย์ โฆษกคณะอนุ ก.ตร. เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า การสรุปผลตรวจสอบข้อเท็จจริงได้มีการลงความเห็นเมื่อวันพุธ 2 ก.ย. ที่ผ่านมาแล้ว โดยสรุปข้อมูลที่ได้จากการสอบปากคำนายตำรวจผู้ใหญ่หลายท่าน ทั้ง ผบ.ตร. ผช.ผบ.ตรง ผู้บัญชาการเกือบทุกกองบัญชาการ พยานที่เกี่ยวข้องที่ถูกกล่าวอ้างไว้ และพยานที่ร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมไว้ รวมทั้งสิ้น 80 ปาก ซึ่งคณะกรรมการมีความเห็นว่าพยานหลักฐานทั้งหมดมีความชัดเจนเพียงพอ ที่จะลงความเห็นได้ ส่วนวันนี้มีการสอบปากคำเพิ่มเติมอีก 3 ปาก รวมทั้งพ.ต.อ.วีระยศ นำข้อมูลมาให้อีกสวนหนึ่ง อาจจะต้องรอความเห็นจาก นายสมศักดิ์ ในฐานะประธานอนุฯ ก.ตร. อีกครั้ง ในวันจันทร์ที่ 7 ก.ย. นี้ เวลา 10.30 น. เพื่อพิจารณาข้อมูลเพิ่มเติม

 ผู้สื่อข่าวถามว่า ข้อมูลที่ได้วันนี้ จะทำให้การลงความเห็นในวันพุธที่ผ่านมาเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ พล.ต.อ.นพดล กล่าวว่า โดยพื้นที่ไม่เปลี่ยนแปลง แต่มีอะไรที่น่าสนใจมากขึ้น คิดว่าเป็นประโยชน์เพิ่มเติมในการพิจารณา

 เมื่อถามอีกว่าเป็นข้อมูลจากสเตทเม้นท์หรือไม่ พล.ต.อ.นพดล กล่าวว่า ยังไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า สเตทเม้นท์ ที่พ.ต.ท.วีระยศกล่าวอ้างนั้น สัมพันธ์กับผู้ใด จะสามารถมีการนำเงินไปมอบให้กับผู้ใดเพื่อจัดสรรตำแหน่งให้ใครนั้น ตรงนี้อาจให้คณะกรรมการชุดอื่นตรวจสอบต่อไป เนื่องจาก คระกรรมการชุดนี้ทำงานมาเยอะแล้ว ตรวจสอบพยานไปแล้ว 80 ปาก ซึ่งเป็นผุ้ใหญ่ทั้งนั้น ซึง่ก็ยืนยันว่า คณะอนุฯชุดนี้ เป็นคณะกรรมการที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งนั้น

 เมื่อถามว่า สรุปว่ามีการซื้อขายตำแหน่งหรือไม่ พล.ต.อ.นพดล กล่าวต่อว่า ยังไม่พูดตอนนี้ แต่ขณะนี้เราได้พบข้อเท็จจริงในการแต่งตั้งครั้งที่แล้ว ที่ไม่เป็นไปตามกฎ ก.ตร. ต้องมีเสนอขออนุมัติยกเว้น เนื่องจาก กฎ ก.ตร. ปี 2549 ได้มอบอำนาจให้ ผบ.ตร. ก็เลยใช้อำนาจตรงนั้นอนุมัติยกเว้นไปถึง 2,912 ตำแหน่ง ซึ่งอยู่ในทุกกองบัญชาการ โดยบช.น. เยอะที่สุดจำนวน 347 ตำแหน่ง ตามด้วย บช.ภ. 1 จำนวน 325 ตำแหน่ง ซึ่งมากมายมหาศาลจริง ๆ ทำไมต้องยกเว้นกันมากมายขนาดนั้น

 “ตำรวจนั้นมีหน้าที่ปราบปรามอาชญากรรม ดูแลทุกข์สุขประชาชน ก่อนที่จะทำได้นั้น ต้องมีความชำนาญ นอกจากมีความชำนาญแล้ว ต้องรู้พืนที่ รุ้ว่าใครเป็นคนดีไม่ดี ลูกน้องคนไหนทำงานได้ ไม่ได้ ต้องได้รับการยอมรับนับถือจากบุคคลในพื้นที่จึงจะสามารถทำงานได้ นี่คื่อหลักที่ ก.ตร. ระลึกไว้ และต้องระลึกถืงกฎ ก.ตร. ปี 49 ไว้ว่า ตำรวจในพื้นที่ต้องอยู่ครบ 2 ปีก่อนที่จะพิจารณาแต่งตั้งโยกย้าย ถ้าหากจะปรับเปลี่ยนโยกย้ายในระดับเดียวกัน ต้องทำให้น้อยที่สุด และเพื่อประโยชน์ทางราชการเป็นอย่างยิ่ง เพื่อที่จะได้ทำงาน รู้จักพื้นที่ เว้นแต่ตำรวจท่านนั้นได้กระทำความผิด หากอยุ่ในพื้นที่ต่อไปจะทำให้เกิดความเสียหายจึงจะย้ายได้ แต่ผู้มีอำนาจได้ใช้ข้ออ้างที่บอกว่า เพื่อประโยชน์ทางราชการในการโยกย้ายทั้ง 2,912 คน จึงเป็นที่ไปที่มาว่า ตำรวจรู้สึกไม่มีความมั่นคง เมื่อมีการโยกย้ายจึงวิ่งเข้าหาผู้บังคับบัญชา แทนที่จะวิ่งเข้าหาประชาชน ” พล.ต.อ.นพดลกล่าว และว่า

 อย่างสถานที่ตำรวจก็ไม่เท่ากัน มีทั้งเกรด เอ บี ซี อย่างเอ ก็มีความสะดวกสบาย การที่ถูกย้ายจากพื้นที่ก็ทำให้ครอบครัวลำบากเพราะบางคนต้องดูแลครอบครัว ภรรยา หากย้ายเขาไปก็ไม่มีอันทำงาน ก็ต้องมาดูแลครอบครัวอีก ก็เลยไปวิ่งหาผู้บังคับบัญชา หรือ คนอื่น ก็เหมือนกับหลักฐาน ที่ พ.ต.ท.วีระยศ นั้น อ้างว่า มีการวิ่งไปหาบุคคลที่รู้จักผู้บังคับบัญชา จึงเป็นที่ไปที่มาของปัญหาเรืองการซื้อขายตำแหน่ง

 เมื่อถามว่า การโยกย้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจในวาระประจำปีนั้น เป็นอำนาจของผู้บังคับบัญชา ส่วนการรายงานผลสรุปการซื้อขายตำแหน่งนั้น จะเสนอให้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ส่วนจะดำเนินการอย่างไรก็นั้น ต้องดูอีกครั้งว่า ผู้ดำเนินการจะเป็นนายสุเทพ หรือ นายกรัฐมนตรี

 เมื่อถามว่า ทางอนุฯ ก.ตร. มีการเสนอความเห็นเสนอนายสุเทพหรือไม่ พล.ต.อ.นพดล กล่าวว่า ไม่สามารถตอบได้

 เมื่อถามย้ำว่า จะเสนอความผิด เพิ่มเติม ต่อ พล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ ผบ.ตร.หรือไม่ พล.ต.อ.นพดล กล่าวว่า เราต้องมี ซึ่งที่จริงสื่อก็รู้ เพราะมันเป็นระเบียบอยู่แล้ว ตนไม่อยากจะพูดเพราะอาจเป็นการล่วงเกินอำนาจของนายสุเทพได้ และเป็นความลับของคณะอนุฯ พูดออกไปนั้นไม่เหมาะสม

 เมื่ถามย้ำว่าเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ พล.ต.อ.นพดล กล่าวว่า ตนเชื่อว่า สื่อมวลชนสรุปได้แต่ต้องการจะให้ตนพูดนั้น ไม่เหมาะสม จะก้าวล่วง คณะ อนุฯ ก.ตร. ถ้าอยากรู้ไห้ไปถาม ประธาน ก.ตร.เอง

 เมื่อถามว่า นอกจาก ผบ.ตร.แล้ว มีบุคคลอื่นลงนามด้วยหรือไม่ พล.ต.อ.นพดล กล่าวว่า ไม่สามารถบอกได้ แต่ก็เป็นตำรวจระดับสูง แต่ก็ไม่จำเป็นเสมอไปว่า คนที่ร่วมลงนามจะได้รับโทษ

 เมื่อถามว่า ได้สอบถามถึงเหตุผลว่า ทำไมโยกย้ายตำรวจถึง 2,912 ตำแหน่ง พล.ต.อ.นพดล กล่าวว่า เราได้ถามเหตุผลเหมือนกัน แต่ไม่ขอบอกในตอนนี้

 เมื่อถามย้ำว่า มีการซื้อขายตำแหน่งจริงหรือไม่ พล.ต.อ.นพดลกล่าวว่า จำนวน 80 กว่าปากที่สอบนั้นไม่มีใครยืนยันว่า มีการจายเงิน เพื่อได้ตำแหน่ง มีแต่บอกว่า เล่ากันปากต่อปากเท่านั้น

 พล.ต.อ.นพดล กล่าวว่า ความมุ่งหวังของคณะอนุฯ นี้ จะนำไปสู่การวางกติกาการแก้ไข แต่งตั้งให้ตำรวจมีความมันคงในชีวิต และทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

 เมื่อถามว่าจะสามารถเยียวยา ผู้ที่ถูกโยกย้ายไม่เป็นธรรมหรือไม่ การเยียวยาคงไม่สามารถดำเนินการได้ทั้งหมด แต่ได้บางส่วนอย่างคนที่มีความจำเป็นจริงๆ มีพ่อแม่ต้องดูแล เพราะเขาก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน เต่ไม่ใช่ว่า อนุฯ ชุดนี้จะไม่ทำอะไร แต่เราจะเสนอคณะก.ตร.ชุดใหญ่ พิจารณา ปรับปรุงการแบ่งเกรดโรงพัก โดยตำรวจที่ดำรงตำแหน่งต้องเริ่มจากโรงพักเกรดซีก่อน ค่อยไป บี และเอ ตามลำดับ รวมถึงเสนอก.ตร.ให้แก้ไขระเบียบ ก.ตร. ในเรืองการโยกย้ายข้ามภาคต้องยากลำบากมากขึ้น หรือ การยกเว้นคุณสมบัติต้องผ่านก.ตร.ก่อน

 ด้าน พ.ต.ท.วีระยศ กล่าวว่า วันนี้ได้นำสเตทเม้นท์ จำนวน 2 แผ่น มามอบให้ คณะอนุฯ ก.ตร. โดยได้จากพลเมืองคนหนึ่งที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ ในบัญชีมีการโอนเงิน ประมาณ 3.4 ล้านบาท และมีการถอนเงินออกไปหลายครั้ง การสืบสวนทางลับพบว่า เงินที่ผู้วิ่งเต้นตำแหน่ง โอนเข้ามา ระดับรองผกก. ขึ้น ผกก. ในภาค7 ซึ่งเป็นการจ่ายเงินให้ก่อนล่วงหน้า 70% หากได้ตำแหน่งจริงจะจ่ายให้อีก 30 % ซึ่งข้อมูลในส่วนนี้ อนุฯ สามารรถตรวจสอบเส้นทางการเงินจากธนาคารได้ โดยส่วนตัวรู้ว่าใครเป็นคนทำ มีคนเกี่ยวข้อง 3 คน มีผู้สั่งการ รับงาน โอนเงิน