ข่าว

เสธ.หนั่นเผยอภิสิทธิ์ส่งสัญญาณ รบ.เจ้าภาพแก้รธน.

เสธ.หนั่นเผยอภิสิทธิ์ส่งสัญญาณ รบ.เจ้าภาพแก้รธน.

04 ก.ย. 2552

เสธ.หนั่น เผยนายกฯส่งสัญญาณให้รัฐบาลเป็นเจ้าภาพเปิดสภาฯถกแก้รธน. เชื่อปชป.ไม่ได้ทะเลาะกันจริง มั่นใจรัฐบาลอยู่ได้ยาวเกินสิ้นปี ท้าพนันด้วยไก่ต้มได้ ระบุยิ่งทะเลาะกันยิ่งอยู่นาน ฟันธงแม้แก้รธน.เสร็จก็ไม่ยุบ เหตุพรรคแกนนำยังไม่ได้เปรียบ “สาทิตย์”โยนลูกให้

 ที่ทำเนียบรัฐบาล  เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 4 ก.ย. ภายหลังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานฉลองพระชันษา 96 ปีสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังคปรินายกเสร็จสิ้น ได้นั่งพูดคุยกับพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา อย่างเคร่งเครียดประมาณ 10 นาที

 จากนั้น พล.ต.สนั่น เปิดเผยว่า ได้หารือถึงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยนายกรัฐมนตรีบอกว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องนำเรื่องนี้ไปหารือกันในสภาฯ ซึ่งท่านอยากจะให้รัฐบาลเป็นผู้เริ่มเปิดสภาฯ เพื่อให้มีการพูดคุยกัน หากส่วนรวมเอาอย่างไร นายกรัฐมนตรีบอกว่าก็ได้ทั้งนั้น อย่างไรก็ตามไม่ได้คุยเรื่องกรอบเวลา ส่วนจะเปิดสภาฯเมื่อไหร่นั้น คงต้องปรึกษาหารือกันกับทางประธานสภาฯอีกที ส่วนที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ระบุจะนัดหารือกับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลในเรื่องดังกล่าวนั้น ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ขณะนี้ยังไม่ได้นัดมา คาดว่าในสัปดาห์หน้าคงได้มีการหารือกัน

 เมื่อถามว่าจุดยืนของพรรคชาติไทยพัฒนาเป็นอย่างไรเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ พล.ต.สนั่น กล่าวว่า พรรคได้เสนอไปแล้วและยังยืนตามเดิม เราไม่มีปัญหา ส่วนใหญ่ว่าอย่างไร เราได้ทั้งนั้น

  เมื่อถามว่ามีข่าวว่าพรรคประชาธิปัตย์ยื้อดึงเกมไม่อยากให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญจนพรรคร่วมรัฐบาลต้องออกมากดดัน พล.ต.สนั่น กล่าวว่า เป็นธรรมดา พรรคใหญ่เขาจะเคลื่อนที่ก็ต้องรอบคอบ เพราะขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่ได้สูญเสียอะไรเลย เขาจึงพยายามดูว่ามีประเด็นไหนบ้าง แต่พรรคเล็ก ๆ ที่ถูกบีบหนัก ๆ ก็เหนื่อย หากไม่แก้ก็ทำอะไรลำบาก ดังนั้นคงต้องพูดคุยกันเพื่อหาทางเลือกที่ดีที่สุด ซึ่งแต่ละพรรคก็มีความเห็นว่ามีหลายประเด็นในรัฐธรรมนูญ 50 มันบีบบังคับให้ต้องเดินทางแคบมากไป และอยากเห็นพรรคการเมืองได้มีอิสระบ้างในหลายเรื่อง ซึ่งแต่ละพรรคก็มีความเห็นตรงกันหลายประเด็น และอาจไม่ตรงกันบ้าง ซึ่งต้องพูดจากัน

 ส่วนเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้งจะเป็นแบบเขตเดียวเบอร์เดียวหรือเขตใหญ่นั้น พรรคชาติไทยพัฒนาไม่มีปัญหา ได้ทั้ง 2 แบบ ไม่ว่าเขตเล็กหรือเขตใหญ่  เมื่อถามว่า พรรคประชาธิปัตย์หากมีในประเด็นนี้พรรคประชาธิปัตย์จะเป็นฝ่ายเสียหรือไม่ พล.ต.สนั่น กล่าวว่า ตนคิดว่าไม่ เขาได้อย่างไรก็ยังได้อย่างนั้น

 เมื่อถามว่าเรื่องนี้ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ทะเลาะกันเอง พล.ต.สนั่น กล่าวว่า ตนเชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ทะเลาะกันจริง พอไม่มีเรื่องอะไรก็อาจทะเลาะกันบ้าง แต่พอมีเรื่องก็รวมกัน ส่วนปัญหาความขัดแย้งกับพรรคร่วมรัฐบาลนั้น ก็เป็นเรื่องธรรมดา พอไม่ได้ดังใจก็ฟาดหัวฟาดหาง แต่ในที่สุดก็ไปด้วยกันได้

 เมื่อถามว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจำเป็นต้องรีบทำหรือไม่ พล.ต.สนั่น กล่าวว่า อยู่ที่สถานการณ์ ถ้าถูกบีบก็ต้องรีบพิจารณา แต่เท่าที่ตนดูสถานการณ์คิดว่าไม่จำเป็นต้องทำอย่างเร่งด่วน เพราะรัฐบาลยังอยู่อีกนาน

 “ยิ่งทะเลาะกัน ยิ่งอยู่กันได้นาน รับรองว่าสิ้นปีนี้ไม่มีทางยุบสภาแน่ ให้เอาไก่ต้มมาพนันกับผมได้ แม้ว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วก็ไม่มีทางยุบ เพราะหากพรรคแกนนำไม่ได้เปรียบ ไม่มีทางยุบสภาแน่นอน และขณะนี้พรรคแกนนำก็ยังไม่ได้เปรียบ” พล.ต.สนั่น กล่าว

“สาทิตย์”โยนลูกให้สภาเร่งแก้รธน.ยันต้องหารือกับทุกฝ่ายก่อน

 นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า เรื่องนี้จะมีคำตอบที่ชัดเจนของแต่ละฝ่าย ที่มีการหารือกันก่อนแล้ว เพราะขณะนี้มีการหารือกันอยู่ตลอดเวลา และในการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์เมื่อช่วงเช้าวันนี้ ได้หารือกันในเบื้องต้นแล้ว โดยท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์คือ ต้องให้มีกาารหารือในสภาอย่างชัดเจน

 เมื่อถามว่า จะนำเข้าหารือในสภาได้เมื่อไหร่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า อยู่ที่คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล ยืนยันในส่วนของรัฐบาลไม่มีปัญหา พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะแกนนำรัฐบาลก็ไม่มีปัญหาในการหารือเรื่องนี้ แต่ประเด็นว่าจะแก้มาตราใดบ้างนั้น จะต้องฟังเสียงในสภาก่อน ซึ่งเขาคิดว่า สภาต้องฟังเสียงของประชาชนด้วยเช่นกัน

 เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีระบุว่าประเด็นแก้ไขมาตรา 237 ควรทำประชามติ นายสาทิตย์ กล่าวว่า ในการประชุมกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ได้หารือประเด็นนี้ แต่เราคงจะหารือฝ่ายเดียวไม่ได้ แต่จะต้องหารือกับพรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้าน

 ต่อข้อถามว่า คิดว่าจะหาจุดร่วมได้หรือไม่ หรือจะกลายเป็นความแตกแยกในสภาอีกรอบหนึ่ง นายสาทิตย์ กล่าวว่า คิดว่า สภาเป็นที่แสดงความคิดเห็น แม้ว่าบางครั้งจะไม่ตรงกัน แต่ก็ว่ากันตามเสียงส่วนใหญ่

 ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคร่วมรัฐบาลจะต้องมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า ความเห็นอาจจะต่างกันได้ในเบื้องต้น แต่เชื่อว่า เมื่อหารือกันแล้วก็จะเกิดทางออกได้ เพราะทางออกอาจจะไม่ใช่ทางเดียวว่าต้องแก้ทั้ง 7 ประเด็น อาจจะแก้ไขบางประเด็นและปรับเปลี่ยนในบางประเด็นก็เป็นเรื่องที่ต้องหารือกัน

 ต่อข้อถามว่า เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นการจุดชนวนให้กลุ่มพันธมิตรออกมาเคลื่อนไหวหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า นี่เป็นประเด็นที่ต้องหารือกัน เพราะถ้าเรายืนยันว่าจะต้องเดินตามนั้น ตามนี้ โดยไม่ฟังเสียงฝ่ายอื่นก็อาจจะเกิดปัญหาได้ ดังนั้น ต้องรับฟังความเห็นอย่างกว้างขวาง เพราะการแก้ไขรัฐรรมนูญเป็นเรื่องยาก เมื่อเปิดประเด็นขึ้นมาก็มีผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ดังนั้น ต้องค่อย ๆ หาทางออกไป แต่ในเมื่อสภามีคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ เสนอมาแล้ว เราจะไปทิ้งก็ไม่ได้

 เมื่อถามว่า ประเด็นนี้จะกลายเป็นเรื่องร้อนที่เป็นระเบิดเวลาของรัฐบาลหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า คิดว่า ถ้าทิ้งไว้ เมื่อถึงวันหนึ่งก็ต้องตัดสินใจ ดังนั้น การตัดสินใจต้องมีระยะเวลาที่เหมาะสม ซึ่งคิดว่า ช่วงเวลาที่เหมาะสมอย่างน้อยที่สุด ช่วงสมัยประชุมสภาก็เหลือเวลาอีก 2 เดือนเศษที่จะพูดคุยกัน เพราะคณะกรรมการสมานฉันท์ฯก็เสนอความเห็นมานานพอสมควรแล้ว ก็ถึงเวลาที่แต่ละฝ่ายต้องมีจุดยืนออกมา อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าข้อสรุปจะออกมาเป็นอย่างไรจะต้องอธิบายให้สังคมเข้าใจให้ได้

 ผู้สื่อข่าวถามว่า สุดท้ายแล้วการแก้รัฐธรรมนูญ จะเป็นคำตอบในการแก้ปัญหาทางการเมืองได้หรือไม่ หากมีการยึดโยงอยู่กับผลประโยชน์ของกลุ่ม ส.ส.และ ส.ว. อยู่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับแต่ละฝ่ายในทางการเมืองว่า จุดยืนในการเรียกร้องต่าง ๆ การแก้รัฐธรรมนูญเป็นเงื่อนไขหนึ่งหรือไม่ ถ้าเป็นเงื่อนไขจริงถ้าตกลงกันแล้วจะปลดเงื่อนไขนั้นได้หรือไม่ ซึ่งส่วนตัว คิดว่า เงื่อนไขทางการเมืองนั้นมีมากกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่หน้าที่ของรัฐบาลต้องสางในทุกประเด็น ไม่เช่นนั้นบ้านเมืองจะสงบยาก

"ปชป."อยากให้บรรจุวาระแก้รธน.ในสมัยประชุมนิติบัญญัติ

 น.พ.บุรณัชย์ สุมทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงผลการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคว่าที่ประชุมได้มีการวิเคราะห์ ถึงแนวทางการสร้างความสมานฉันท์ ที่คณะกรรมการทั้งสองชุดของรัฐสภาพิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว ที่ประชุมเห็นว่าเนื่องจากขณะนี้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการนิรโทษกรรมถือว่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการปฏิรูปการเมืองที่จะสร้างความสมานท์ฉันท์

 “ แนวทางการดำเนินการที่ดีทีสุด คือ อยากให้มีการบรรจุระเบียบวาระในช่วงการประชุมสภาสมัยนิติบัญญัติ ในลักษณะประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อพิจารณาข้อเสนอของคณะกรรมการทั้งสองชุด โดยตัวแทนทุกพรรคการเมืองทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล รวมถึงวุฒิสมาชิก จะได้มีส่วนรับรู้และเสนอแนะความคิดเห็นต่อไป ซึ่งอาจนำไปสู่กระบวนการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นด้วย ทั้งนี้คิดว่าทันที่ประธานสภาฯ มีความเห็นว่าจะบรรจุระเบียบวาระ พรรคประชาธิปัตย์ ก็พร้อม จะลงไปในสาระ และรายละเอียดว่าการสร้างความสมานฉันท์ ต้องเกี่ยวข้องกับกลไกการแก้ไขกฎหมายอย่างไรบ้าง ” โฆษกพรรคประชาธิปัตย์   กล่าว

 ผู้สื่อข่าวถามว่า มีกระแสข่าวว่าพรรคประชาธิปัตย์มีความเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ออกเป็น 2  ฝ่าย   โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ในเรื่องนี้พรรคมีความเห็นที่หลากหลายแต่ไม่มีความขัดแย่งกันแต่อย่างใด เพราะเห็นว่าความแตกต่างอยู่ระหว่างการเสนอแนะของคณะกรรมการสมานฉันท์   ส.ส.และ ส.ว.บางส่วนที่รวบรวมรายชื่อให้เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์นั้นอยากรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายว่าจะมีความเห็นอย่างไรที่จะสร้างความเห็นพ้องจากฝ่ายที่มีความขัดแย้งทางการเมืองได้ เพื่อเป็นทางออกที่จะไม่สร้างความขัดแย้งเพิ่มเติมอีก อย่างไรก็ตามรายละเอียดในหลายมาตรามีการหารือกันอย่างต่อเนื่องกับพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อรับฟังความคิดเห็น และเพื่อใช้ร่วมกันในการพิจารณาของสภา

ส.ว.ผวาอุบัติเหตุการเมืองทะยอยถอนชื่อหนุนร่างแก้รธน.

 พล.ต.ต.เกริก กัลยาณมิตร ส.ว.สรรหา เปิดเผยถึงกรณีที่ร่วมลงชื่อเพื่อเสนอญัตติร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 50 จำนวน 7 ประเด็น ว่า ตอนแรกที่ลงชื่อสนับสนุน เพราะยังไม่เห็นรายละเอียดต้นฉบับทั้งหมด แต่เมื่อเห็นแล้วจึงได้ถอนชื่อ เพราะเห็นว่า เวลานี้ ยังไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนที่จะแก้รัฐธรรมนูญ ส.ส. ส.ว. ควรไปทุ่มเทกับการควบคุมดูแล ติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลมากกว่า โดยเฉพาะโครงการไทยเข้มแข็งที่ได้งบฯ 8 แสนล้านบาท ว่าจะลงไปถึงคนจนจริงหรือไม่

 "การมุ่งแต่แก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาปากท้องประชาชน ที่สำคัญมีประเด็นการขยายอายุ ส.ว.สรรหา จาก 3 ปี เป็น 6 ปี จุดนี้ชัดเจนว่าถ้าสนับสนุนจะเป็นการทำเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง"

 พล.ต.ต.เกริก กล่าวว่า แม้จะเห็นด้วยว่า บางมาตราควรแก้เพื่อความเป็นธรรม เช่น มาตรา 237 ที่ให้เอาผิดเฉพาะบุคคลที่ทำผิด แต่เมื่อมีเรื่องขยายวาระ ส.ว.สรรหา มันเป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน และเห็นว่า รัฐธรรมนูญเป็นวินัยทางโลกของการเมืองการปกครอง เมื่อทุกคนรู้ตั้งแต่แรกก็ต้องทำตาม ไม่ใช่เข้ามาแล้วก็จะมาแก้ เพราะถ้าไม่ชอบกฎเกณฑ์นี้ก็ไม่ควรมาลงตั้งแต่แรก จึงได้ตัดสินใจถอนชื่อการสนับสนุนร่าง และคิดว่าควรให้บ้านเมืองเป็นปกติก่อนแล้วค่อยแก้ ถ้าแก้ช่วงนี้ เสื้อสีต่าง ๆ จะออกมาอีก ถ้ามีเหตุรุนแรงกลัวว่าสีเขียวจะออกมา

 ด้านนายประเสริฐ ชิตพงศ์ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า ที่ลงชื่อตอนแรกเพราะยังไม่ได้เห็นร่างละเอียดทั้งหมด ทราบแต่ว่า ประเด็นที่เสนอแก้พ้องกับข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ เพื่อการปฏิรูปการเมือง และศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อเขาเป็นกรรมการสมานฉันท์ฯ แม้ไม่เห็นด้วยทั้งหมดกับข้อเสนอ แต่ก็ต้องเคารพมติ จึงลงชื่อ แต่เมื่อตรวจสอบร่างโดยละเอียด พบว่า มีอะไรแฝงอยู่ นั่นคือการขยายอายุส.ว.สรรหา ให้อยู่ครบ 6 ปี และการเปิดให้ส.ว. เมื่อหมดวาระแล้ว สามารถไปลงส.ส.หรือดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกินไปกว่าที่คณะกรรมการสมานฉันท์ฯเสนอ จึงตัดสินใจถอนชื่อออก

 เมื่อถามว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นการวางยาส.ว.หรือไม่ นายประเสริฐกล่าวว่า คงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การชักชวนส.ว.ร่วมเซ็น ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลต้องตัดสินใจแล้วว่า จะเดินหน้าหรือไม่ อย่างไร กับข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ รวมถึงประเด็นที่เกินมาซึ่งส.ส.และส.ว.เตรียมเสนอร่างมา

 "ส่วนตัวเห็นว่า ควรทำประชามติจากประชาชนก่อน ว่าเห็นด้วยอย่างไรในส่วนแก้รัฐธรรมนูญ 6 ประเด็นตามที่คณะกรรมการสมานฉันท์เสนอ"

 ผู้สื่อข่าวรายงานจากวุฒิสภาว่า ล่าสุดในส่วนของส.ว. ที่ร่วมลงชื่อแล้วประมาณ 80 คน แบ่งเป็น ส.ว.สายเลือกตั้ง 60 คน ส.ว.สายสรรหา 20 คน ขณะนี้มีส.ว.ที่ร่วมลงชื่อบางส่วนทยอยถอนชื่อออกแล้ว อาทิ นายประเสริฐ ชิตพงศ์ ส.ว.สงขลา พล.ต.ต.เกริก กัลยาณมิตร นางกีรณา สุมาวงศ์ นางสุกัญญา สุดบรรทัด ส.ว.สรรหา