ประทับใจในหลวง ร.9 ประทับพระบาทบนผ้าเช็ดหน้า
ประชาชนเข้าแถวรอขึ้นกราบสักการะพระบรมศพอย่างเป็นระเบียบ หลายคนมาเป็นครั้งแรก ขณะที่จำนวนไม่น้อยมามากกว่า 1 ครั้ง
วันที่ 18 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้สภาพอากาค่อนข้างร้อนอบอ้าวตลอดทั้งวัน แต่ไม่เป็นอุปสรรคต่อความจงรักภักดีของประชาชนที่ตั้งใจเดินทางมาจากทั่วสารทิศเพื่อเข้ากราบสักการะพระบรมศพ โดยเจ้าหน้าที่ได้เปิดประตูตั้งแต่เวลา 05.00 น.ให้ประชาชนกลุ่มแรกๆ ได้เข้าไปเข้าแถวรออย่างเป็นระเบียบ หลายคนมาเป็นครั้งแรก ขณะที่จำนวนไม่น้อยมามากกว่า 1 ครั้ง
นางสมปอง ไชยรัมย์ อายุ 57 ปี ชาวจังหวัดอุบลราชธานี อาชีพทำนา มากับน้องสาว นางหนูปาน สุวรรณ อายุ 55 ปี และนางพิมลพัฒน์ พ่วงยืน อายุ 49 ปี น้องสะใภ้ เล่าว่า ช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์น้องชายที่มาทำงานอยู่กรุงเทพฯ ได้กลับบ้านที่อุบลฯ จึงถือโอกาสชวนน้องสาวโดยสารรถน้องชายมากรุงเทพฯ ด้วยเพื่อมากราบสักการะพระบรมศพ โดยเมื่อวานนี้ตื่นแต่เช้ามืดออกเดินทางจากที่พักย่านปทุมธานีมากราบเป็นครั้งแรก และวันนี้มาอีกครั้งถึงเมื่อเวลา 07.00 น. ได้กราบตอน 08.00 น.ด้วยความรู้สึกคิดถึงและรักในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นทุกอย่างของคนไทย และเปรียบเสมือนพ่อของลูกๆ ทุกคน
"ตั้งแต่เกิดไม่เคยรับเสด็จท่านใกล้ๆ เลย เคยแต่เห็นไกลๆ ตอนวันพ่อเมื่อหลายปีก่อนท่านเสด็จมาวัดพระแก้วเรารู้ข่าวก็ชวนกันมาแต่เห็นลิบๆ วันนี้ได้มาอยู่ใกล้ชิดพระองค์ท่าน รู้สึกดีใจและตื้นตันมาก จำคำสอนของท่านได้ดี ท่านบอกว่าให้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์ คิดดี พูดดี ทำดี และขอให้มีความพอเพียง เรามีอาชีพทำนาก็นำแนวคิดของท่านมาปรับใช้ โดยเฉพาะการทำไร่นาสวนผสม ปลูกทั้งข้าว มะม่วง มะนาว กล้วย ทุกอย่างที่ใช้ประโยชน์ได้ กินไม่หมดก็ขายได้ อยู่บ้านใกล้กันก็แบ่งปันกัน ที่สำคัญเป็นการเกษตรแบบอินทรีย์ที่ใช้ปุ๋ยคอกปุ๋ยหมักจากโครงการวัวควายให้ยืมของในหลวง ทำให้ได้ผลผลิตสะอาดปราศจากสารเคมี ดีต่อคนกิน ไม่มีสารเคมีตกค้างเป็นอันตรายต่อคนและสิ่งแวดล้อมด้วย ใช้ชีวิตแบบนี้ไม่ถึงกับร่ำรวยก็สบายใจดีมีความสุข" นางสมปองกล่าว
ส่วนนางพิมลพัฒน์ พ่วงยืน บอกว่ามากราบสักการะพระบรมศพเป็นครั้งที่ 3 แล้ว แต่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2559 ขณะที่มีเคลื่อนพระบรมศพจาก รพ.ศิริราช มายังพระบรมมหาราชวัง ต้องฝ่าผู้คนมากมายแต่ทุกคนไม่มีอาการหงุดหวิดเลย มาด้วยความรู้สึกเดียวกันคืออยากร่วมเป็นหนึ่งในภาพประวัติศาสตร์ หลังจากนั้นก็มีโอกาสมาเป็นจิตรอาสาแจกอาหารให้ผู้คนที่มาร่วมถวายความอาลัยด้วย
ขณะที่ นางสาวช้องนาง โคตรสุ อายุ 58 ปี ชาวกรุงเทพฯ เดินทางมาพร้อมเพื่อนอีก 2 คนจากบ้านพักมาถึงท้องสนามหลวงตอนเวลา 09.00 น. และได้ขึ้นกราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เวลา 11.00 น.กล่าวว่ามาสักการะพระบรมศพเป็นครั้งที่ 8 แล้ว และคิดว่าจะมาอีกเรื่อยๆ จนถึงวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ทุกครั้งที่ได้กราบสักการะพระบรมศพนั้นล้วนเต็มไปด้วยความรู้สึกปลาบปลื้มตื้นตันใจ ในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงมีต่อปวงชนชาวไทยเสมอมา
"เมื่อปี 2526 เคยมีโอกาสได้รับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระหัตถ์ของในหลวง ร.9 และมีอยู่ครั้งหนึ่งท่านเสด็จฯเปลี่ยนเครื่องทรงพระแก้วมรกต ที่วัดพระแก้ว เราก็ไปเฝ้ารอรับเสด็จตั้งแต่เที่ยง วันนั้นประทับใจมากที่สุด เพราะเราได้ปูผ้าเช็ดหน้าไว้ให้ในหลวง ร.9 ได้ประทับพระบาท ลงไปในผ้าเช็ดหน้า และทุกวันนี้ก็ยังเก็บผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นไว้บนหิ้งพระเพื่อให้ลูกหลานบูชาเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ในหลวง ร.9 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เวลาท่านเสด็จฯไปทรงเยี่ยมประชาชน นอกจากจะได้พระราชทานอาชีพให้แก่ประชาชนแล้ว พระองค์ยังทรงนำหน่วยแพทย์ไปตรวจรักษาประชาชนอีกด้วย นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดได้ และจากนี้ไปก็จะขอดำรงตนตามรอยพระบาทในหลวง ร.9เรื่องความพอเพียง ใช้ชีวิตอย่างพอดี ไม่ฟุ้งเฟ้อกับชีวิตตลอดไป"นางช้องนาง กล่าว
ทั้งนี้ สรุปยอดรวมประชาชนที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ เมื่อวันที่ 17 เม.ย. มีจำนวนทั้งสิ้น 24,438 คน รวม 166 วัน มี ยอดสะสม 6,239,570 คน และมาการถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศล 4,646,861.25 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 507,315,232.51 บาท



