
อัยการแนะผู้เสียหายฟ้องแพ่ง "ซินแสโชกุน"
ผู้เสียหายใช้สิทธิ์ฟ้องแพ่งเรียกเงิน "ซินแสโชกุน" ชดใช้ถูกฉ้อโกงได้
12 เม.ย. 60 นายธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวอธิบายถึงข้อกฎหมายต่อสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย กรณีของบริษัทขายอาหารเสริม เวล เอเวอร์ เว็ล ซึ่งมี น.ส.ศรัณย์พัชร์ กิติขจรพัชร์ หรือ ซินแสโชกุน เป็นเจ้าของ ที่ปรากฏเป็นข่าวมีประชาชนได้รับความเสียหายไม่ต่ำกว่า 2,000 คน ว่า หากข้อเท็จจริงปรากฏว่า เป็นการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน และพนักงานสอบสวนเสนอความเห็นควรสั่งฟ้อง กระทั่งอัยการมีความเห็นสั่งฟ้องคดีแล้ว นอกจากข้อหาฉ้อโกงประชาชน อัยการยังมีอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 ในการเรียกทรัพย์หรือราคาทรัพย์ที่ผู้เสียหายสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำความผิดตามฐานความผิดที่กำหนดคืนให้แก่ผู้เสียหายได้ โดยคดีนี้อัยการมีอำนาจเรียกเอาเงินที่ประชาชนที่เป็นผู้เสียหายถูกฉ้อโกงไปคืนกลับมาได้
แต่อัยการไม่มีอำนาจเรียกค่าเสียหายแทนผู้เสียหายได้ เช่น ค่าเสียหายที่เป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาสนามบิน ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นในระหว่างผิดนัด และค่าเสียหายอื่นๆ เป็นต้น เพราะกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจอัยการไว้ ซึ่งสิทธินี้ผู้เสียหายสามารถจะยื่นคำร้องเข้ามาในคดีอาญาที่อัยการเป็นโจทก์ฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ก่อนเริ่มสืบพยาน หรือก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดี เพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทนได้ ซึ่งเป็นการให้สิทธิผู้เสียหายเรียกค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมจากกรณีที่อัยการไม่สามารถเรียกร้องให้ได้
"เป็นการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายให้ได้รับการเยียวยาความเสียหาย โดยไม่ต้องไปฟ้องคดีส่วนแพ่งเพื่อฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นคดีใหม่ ซึ่งผู้เสียหายที่ยื่นคำร้องตามมาตรา 44/1 ก็จะอยู่ในฐานะโจทก์ของคดีส่วนแพ่งตามที่บัญญัติในมาตรา 44/1 วรรคสอง โดยไม่ได้มีฐานะเป็นโจทก์ร่วมกับอัยการในคดีอาญา เว้นแต่ผู้เสียหายจะได้ยื่นคำร้องขอเป็นโจทก์ร่วมกับอัยการด้วย"
นายธนกฤต กล่าวว่า ผู้เสียหายจะไม่ใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนในคดีที่อัยการเป็นโจทก์ ตามมาตรา 44/1 นี้ ก็ได้ โดยสิทธิฟ้องค่าเสียหายส่วนแพ่ง ผู้เสียหายจะฟ้องเป็นคดีแพ่งเองต่อศาลแพ่งต่างหากให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนก็ได้ หากฟ้องแพ่งเนื่องจากกรณีนี้ มีผู้เสียหายเป็นกลุ่มอันเนื่องมาจากข้อเท็จจริงและหลักกฎหมายเดียวกัน คือ จากการจงใจกระทำละเมิดต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายทำให้ได้รับความเสียหายทางทรัพย์สิน ที่มีมูลเหตุมาจากการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนเหมือนกัน แม้ลักษณะของความเสียหายที่แตกต่างกันก็ตาม แต่ก็เข้าลักษณะองค์ประกอบที่จะยื่นคำร้องขอดำเนินคดีแบบกลุ่มต่อศาลแพ่ง ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 222/1 ถึง มาตรา 222/49 เพื่อเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนความเสียหายได้ด้วย
นายธนกฤต กล่าวอธิบายอีกว่า หากจะยื่นฟ้องคดีแบบกลุ่ม จะต้องมีการแต่งตั้งตัวแทนสมาชิกกลุ่มให้เป็นโจทก์ ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีแบบกลุ่ม พร้อมกับการยื่นฟ้องคดีต่อศาล โดยการที่ศาลจะพิจารณาอนุญาตให้ดำเนินคดีแบบกลุ่ม ต้องพิจารณาให้ได้ความตามหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่กฎหมายกำหนด ซึ่งคำพิพากษาของศาลจะมีผลผูกพันสมาชิกกลุ่มทุกคน
ทั้งนี้ การดำเนินคดีแบบกลุ่มเป็นการหลีกเลี่ยงความซ้ำซ้อนในการฟ้องคดีและความขัดแย้งกันของคำพิพากษา และเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี และยังเป็นการเยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้เสียหายที่ได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อยที่จะไม่คุ้มค่าใช้จ่ายในการฟ้องคดีต่อศาลให้ได้รับการเยียวยาความเสียหายด้วย
ส่วนอายุความในการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายในคดีนี้ หากผู้เสียหายประสงค์จะฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนด้วยตนเอง โดยไม่ยื่นคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเข้ามาในคดีอาญาที่อัยการเป็นโจทก์ฟ้อง คดีก็จะเป็นเรื่องของอายุความในคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่งอายุความฟ้องคดีแพ่งจะถูกขยายออกไปตามคดีอาญาหรือสะดุดหยุดลง ทำให้อายุความฟ้องคดีแพ่งมูลละเมิดยาวกว่า 1 ปี



