ข่าว

โอ๊คขึ้นศาลยันซื้อขายหุ้นชินถูกต้องไม่เป็นนอมินี

โอ๊คขึ้นศาลยันซื้อขายหุ้นชินถูกต้องไม่เป็นนอมินี

03 ก.ย. 2552

"โอ๊ค” ขึ้นศาลเบิกความยึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้าน ยัน ซื้อขายหุ้นชิน ฯ ถูกต้อง ชำระเงินจริง ไม่เป็นนอมินีถือหุ้นแทนพ่อ- แม่ “ทักษิณ – หญิงอ้อ” ระบุ งงบรรทัดฐานถูกดำเนินคดี สรรพากร เรียกเก็บภาษีหมื่นล้านในฐานะผู้ถือหุ้น แต่ คตส. กลับแจ้ง ถือหุ้นแทนต้องยึดทรัพ

 (3 ก.ย.)ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง นายสมศักดิ์ เนตรมัย ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา เจ้าของสำนวนคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาทเศษของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมองค์คณะผู้พิพากษารวม 9 คน นัดไต่สวนพยานคดีหมายเลขดำที่ อม.14 / 2551 ที่อัยการสูงสุด ร้องขอให้ทรัพย์สินจำนวน 7.6 หมื่นล้านบาทเศษ ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกกล่าวหา รวมทั้งบุคคลในครอบครัวและผู้ร้องคัดค้าน รวม 22 คน ตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจากพ.ต.ท.ทักษิณ มีพฤติกรรมร่ำรวยผิดปกติ โดยขณะดำรงตำแหน่งใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น

 โดยหลังจากที่ ช่วงเช้าทนายความฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ นำพยานเข้าเบิกความรวม 3 ปากแล้ว ต่อมาเวลา 13.30 น. นายพานทองแท้ ชินวัตร ผู้มีชื่อเป็นเจ้าของทรัพย์ที่ถูกอายัด เดินทางมาพร้อมกับ น.ส.พินทองทา ชินวัตร น้องสาว เพื่อเข้าไต่สวน

 ขณะที่ นายพานทองแท้ บุตรชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ร่วมคัดค้านคดีนี้ เบิกความสรุปว่า พ.ต.ท.ทักษิณ บิดา เข้าบริหารบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จนถึง ปี 2537 ต่อมาได้วางมือไปเพื่อลงเล่นการเมือง ต่อมาคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ มารดาจึงเข้าบริหารงานต่อจนถึงปี 2539 แต่ยังคงมีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ จนถึงปี 2543 ส่วนการได้มาของหุ้นชินฯ ของพยานนั้นได้รับโอนจากบิดาและมารดาโดยสุจริตซึ่งมีการออกตั๋วสัญญาใช้เงินเมื่อทวงถามแบบไม่มีดอกเบี้ยรวม 6 ฉบับ ที่มีมูลค่าเท่ากับมูลค่าหลักทรัพย์ที่ได้รับมาค้ำประกันไว้ โดยก่อนโอนหุ้น บิดาบอกว่าจะลงเล่นการเมืองอย่างเต็มตัว ให้พยานมารับช่วงต่อ ส่วนน้อง ๆ บิดา - มารดาได้ฝากฝังให้ช่วยดูแลให้คำปรึกษาทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องเงิน

 ทั้งนี้นอกจากหุ้นชินฯแล้วพยานยังได้รับโอนหุ้น บริษัทชินแซทเทิลไลท์ จำกัด ( มหาชน) , ธนาคารทหารไทย จำกัด และ ไอเอฟซีที แบบไม่มีใบหุ้น โอนผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระหว่างบัญชีบิดามารดา และบัญชีพยานในฐานะผู้รับโอน โดยพยานต้องชำระหนี้ค่าหุ้นให้มารดาประมาณ 5,000 ล้านบาท และเป็นหนี้บิดาประมาณ 409 ล้านบาท

 นายพานทองแท้ ระบุด้วยว่า เมื่อได้เงินจากการขายหุ้นตัวอื่นแล้วได้ทยอยใช้หนี้ให้มารดา แต่ไม่ได้ให้บิดา เพราะว่ามารดาเป็นผู้ดูแลเรื่องรายรับรายจ่ายของครอบครัว และหลังจากได้รับเงินจากการขายหุ้นให้กับกลุ่มทุนเทมาเส็ก ประเทศสิงคโปร์แล้วจึงได้ชำระเงินที่เหลือให้บิดาและมารดาจนครบถ้วน ส่วนที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) กล่าวหาว่าพยานจ่ายเงินมากกว่า จำนวนหุ้นที่ได้รับจากบิดา - มารดานั้นไม่เป็นความจริง เพราะหลังจากชำระเงินแล้วพยานไม่เคยจ่ายเงินให้กับบิดา - มารดาอีก โดยนำเงินที่ได้มาไปลงทุนในบริษัทต่าง ๆ ฝากธนาคารเพื่อกินดอกเบี้ย ส่วนที่มีการแยกลงทุนหลายบริษัท ฝากเงินไว้หลายธนาคารเพื่อป้องกันความเสี่ยง ไม่ได้มีเจตนาที่จะหลบเลี่ยงการตรวจสอบของ คตส.

 นายพานทองแท้ เบิกความต่อว่า การขายหุ้นให้กับ น.ส.พินทองทา น้องสาว จำนวน 367 ล้านหุ้นนั้น เพราะน้องสาวต้องการที่จะลงทุน ซึ่งได้ขายหุ้นให้กับน้องสาวรวม 2 ครั้ง โดยแม้พยานจะเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่แต่ก็ไม่เคยเข้าร่วมประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น โดยมอบหมายให้นางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวมารดา เข้าประชุมแทนแต่ไม่ได้มอบอำนาจการออกเสียงให้เพราะที่ประชุมมีนายบรรณพจน์ ดามาพงษ์ พี่ชายบุญธรรมมารดาที่มีความสนิทสนมกับครอบครัวดูแลอยู่แล้ว ขณะที่เมื่อถือครองหุ้นชินฯ และได้รับเงินปันผลตั้งแต่ปี 2546-2548 รวม 6 ครั้ง พยานนำเงินไปจ่ายค่าหุ้นให้บิดามารดา และนำไปฝากธนาคาร

 ทั้งนี้นายพานทองแท้ ยังเบิกความถึงการเริ่มเข้าเป็นกรรมการในบริษัท แอมเพิล ริช อินเวสต์เมนท์ จำกัด ด้วยว่า เข้ามาเป็นกรรมการบริษัท ในวันที่ 22 ก.พ.43 ก่อนที่จะซื้อหุ้นจำนวน 1 หุ้น มูลค่า 1 เหรียญจากบิดาเมื่อวันที่ 1 ธ.ค.43 โดยมอบเป็นของขวัญวันเกิดให้กับพยานที่เกิดเมื่อวันที่ 2 ธ.ค. ซึ่งบิดายังได้นำเงินดังกล่าวไปใส่กรอบไว้เพราะเป็นเงินเหรียญแรกที่ได้รับจากพยาน สำหรับ บจก.แอมเพิลริช เป็นบริษัทโฮลดิ้ง ไม่ได้ประกอบกิจการใดนอกเหนือจากการถือครองหุ้นชินฯ โดยการประชุมกรรมการสามารถประชุมทางโทรศัพท์ กรรมการและผู้ถือหุ้นสามารถลงนามในหนังสือเวียนได้ ต่อมา บจก.แอมเพิลริช จำหน่ายหุ้นเพิ่ม พยานก็ได้ซื้อไว้อีก 3 หุ้น อีกหุ้น น.ส.พินทองทา ซื้อไว้

 โดยระหว่างถือครองหุ้นชินฯ ได้รับเงินปันผลจำนวน 40 ล้านเหรียญ นำเงินไปฝากที่ธนาคารในประเทศสิงคโปร์เพื่อกินดอกเบี้ย ต่อมามีการโอนหุ้นชินฯ ที่ บจก.แอมเพิลริชให้พยานและน้องสาวคนละจำนวน 164.6 ร้อยล้านหุ้น ด้วยวิธีการซื้อขาย ต่อมานายบรรณพจน์ ได้ติดต่อกลุ่มทุนเทมาเส็ก เพื่อขายหุ้นชินฯ และมาบอกพยานว่าเหตุที่ต้องขายเนื่องจากต่อไปจะมีปัญหาเรื่องเทคโนโลยีการสื่อสารในอนาคตที่จะเปลี่ยนไปใช้ระบบ 3 G ซึ่งต้องลงทุนสูง จึงไปปรึกษากับน้องสาว และแจ้งให้บิดาทราบ จึงตัดสินใจขายหุ้นทั้งหมด โดยบิดาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขายหุ้น เพียงแต่ถามว่าขายราคาเท่าไร การขายหุ้นทั้งหมดเป็นการตัดสินใจของพยานกับน้องสาว และมีการซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์

 นายพานทองแท้ เบิกความอีกว่า ตัวเลขที่กรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีพยานและน้องสาว เป็นตัวเลขเดียวกับที่ คตส. ตรวจสอบการซื้อขายหุ้นชิน ฯ ที่ซื้อมาจาก บจก.แอมเพิล ริช ราคาหุ้นละ 1 บาทที่นำมาขายต่อให้เทมาเส็ก ราคาหุ้นละ 49.25 บาท แล้วระบุว่าถือเป็นเงินได้ต้องเสียภาษี คตส.จึงทำหนังสือลับมาก ให้กรรมสรรพากร เรียกเก็บภาษีพยานและน้องสาวคนละ 5,000ล้านบาทเศษซึ่งกรรมสรรพากร แจ้งให้ทราบว่าที่เรียกเก็บภาษี เพราะพยานเป็นเจ้าของหุ้นเป็นผู้มีรายได้จากการซื้อขายหุ้นจึงต้องเสียภาษี แต่ขณะเดียวกัน คตส. กลับมาดำเนินคดียึดทรัพย์ครอบครัวพยาน โดยกล่าวหาว่า พยาน น้องสาว และเครือญาติ ถือหุ้นแทนบิดา

 “ ผมไม่แน่ใจว่าบรรทัดฐานคดีนี้อยู่ตรงไหน ตอนแรกบอกผมถือหุ้นชินฯ ขายหุ้นได้เงินมาต้องเสียภาษี ตอนหลังกลับมาบอกว่าผมถือหุ้นแทนพ่อ ผมและพ่อเป็นคนละคนกัน เหมือนถูกใช้อำนาจการเมืองเมืองมายึดทรัพย์ผม ผมพูดไม่ออกเลย” นายพานทองแท้ระบุ

 นายพานทองแท้ เบิกความด้วยว่า คดีนี้ชั้นไต่สวนคตส.ใช้คำถามในลักษณะชี้นำ ซึ่งพยานยังตอบคำถามไม่เสร็จ ก็สรุปว่าหมายความว่าอย่างนั้นอย่างนี้นะ ซึ่งเป็นคำตอบที่ คตส. ถามนำ เป็นการสอบสวนที่แย่มาก พยานถูกรุมบีบโดยกลุ่มคนที่เป็นปฎิปักษ์กับบิดา และได้รับการต้อนรับที่ไม่ดีต่อหน้าสื่อมวลชน คตส.ยิ้มแย้มต้อนรับ แต่พอลับหลังแล้วให้ทหารค้นตัวพยานไม่ให้นำโทรศัพท์มือถือและทนายความเข้าร่วมฟังการสอบสวน

 ขณะที่นายพานทองแท้ เบิกความตอบคำถามอัยการ ผู้ร้อง สรุปว่า ก่อนรับโอนหุ้นจากบิดามารดา พยานมีเงินสดอยู่ในเซฟที่บ้านประมาณ 10 ล้านบาท ไม่มีเงินฝากในบัญชีหรือทรัพย์สินอื่น ส่วนเมื่อได้ขายหุ้นไปแล้วพยานมีเงินมากกว่าบิดาและมารดา แต่ไม่ทราบว่ามากกว่าเท่าใด รวมทั้งไม่ทราบบิดาและมารจะมีเงินรวมกันเท่าใด

 อัยการ ถามอีกว่าทราบหรือไม่ว่าเงินอีก 9,000 ล้านบาท ที่ยังไม่ถูกอายัดไว้ อยู่ที่ใดหรือนำไปลงทุนที่ใด นายพานทองแท้ ตอบว่า ไม่ทราบ เพราะทรัพย์สินที่มี คตส.รู้หมดว่าอยู่ที่ใด และอายัดไว้แล้ว และเงินที่นำไปลงทุนหรือฝากธนาคารสามารถตรวจสอบได้

 ซึ่งก่อนจะสิ้นสุดการไต่สวน ศาลได้สอบถามนายพานทองแท้ เกี่ยวกับประเด็นที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกกล่าวหาว่าอนุมัติเงินกู้ให้รัฐบาลพม่าเพื่อนำไปซื้ออุปกรณ์โทรคมนาคมจาก บริษัท ชินแซทเทิลไลท์ จำกัด ซึ่งนายพานทองแท้ เป็นผู้ถือหุ้นและนายพานทองแท้ ได้ติดตาม พ.ต.ท.ทักษิณ ไปประเทศพม่าพร้อมกับเจ้าหน้าที่ประมาณ 10 คน

 โดยนายทองแท้ ตอบว่า ไม่ทราบ จำรายละเอียดไม่ได้ เพราะเดินทางไปกับบิดาบ่อย

 ทั้งนี้ หลังจากไต่สวนนายพานทองแท้เสร็จสิ้นแล้ว ศาลนัดไต่สวนพยานครั้งต่อไปวันที่ 10 ก.ย. เวลา 09.30 น.

 ขณะที่ นายพานทองแท้ กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ได้มาเบิกความในวันนี้ เพราะจะได้พูดความจริงให้สังคมรับรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ครอบครัวตนไม่ได้ทำอะไรผิด ใครที่เคยเห็นว่าตนผิดหากทราบข่าวคำเบิกความของตนในวันนี้ก็จะเข้าใจ คดีที่เกิดขึ้นนี้เป็นเพราะ คตส.