ข่าว

ผบ.ทบ.ชี้คลิปมาร์คตัดต่อเติมเชื้อรุนแรง

ผบ.ทบ.ชี้คลิปมาร์คตัดต่อเติมเชื้อรุนแรง

03 ก.ย. 2552

“อนุพงษ์” ห่วงบ้านเมืองแตกแยก เชื่อตัดต่อ “คลิปเสียงอภิสิทธิ์" หวังเพิ่มดีกรีเติมเชื้อไฟการเมือง ลั่นกองทัพต้องไม่ปล่อยให้คนไทย “แยกสี-แบ่งฝ่าย” ปลุกขวัญกองทัพ “พระองค์ท่าน” ทรงอยากเห็นบ้านเมืองเจริญ

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 3 กันยายน ที่สโมสรทหารบกวิภาวดีรังสิต พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสนาธิการทหารบก ในฐานะเลขานุการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เป็นประธานรับฟังการสรุปผลการปฏิบัติโครงการกู้วิกฤติเศรษฐกิจด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีนายทหารระดับผู้บังคับหน่วยขึ้นตรงของกองทัพบก และนายทหารระดับผู้บังคับกองพันทั่วประเทศเข้าร่วมรับฟังการบรรยายสรุป ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวรัฐบาลได้จัดสรรเงินงบประมาณ 1,200 ล้านบาท ให้กับ กอ.รมน. ดำเนินโครงการตั้งแต่เดือนมีนาคม ซึ่งสิ้นสุดในเดือนสิงหาคมนี้

รายงานข่าวแจ้งว่า โครงการนี้รัฐบาลกำลังจะอนุมัติงบประมาณให้ กอ.รมน. ดำเนินการต่ออีก 1 ปี แบ่งเป็น 2 ช่วงๆละ 6 เดือน ดังนั้น กองทัพบกจึงเชิญผู้บรรยายพิเศษ คือ หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล มาบรรยายเกี่ยวกับโบราณราชนิติประเพณี และนายบวรศักดิ์ อุวรรณโน เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าฯ มาบรรยายเกี่ยวกับกฎหมายและขั้นตอนการถวายฎีกา เพื่อทำความเข้าใจกับผู้บังคับหน่วยกองทัพบก เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงในการไปทำความเข้าใจกับประชาชน

อย่างไรก็ตาม การสรุปผลการดำเนินการครั้งนี้ไม่อนุญาตให้ผู้สื่อข่าวเข้าร่วมรับฟัง และเข้าไปทำข่าวในสถานที่การประชุมแต่อย่างใด โดยมีสารวัตรทหาร (สห.) เดินทางมาเชิญให้ผู้สื่อข่าวออกจากบริเวณอาคารสโมสรทหารบกที่ใช้เป็นสถานที่รับฟังผลการดำเนินงาน

รายงานข่าวแจ้งว่า นายบวรศักดิ์ อุวรรณโน เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าฯ กล่าวตอนหนึ่งว่า การถวายฎีกาจะต้องเป็นไปตามนิติราชประเพณีเดิมที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย และตามกฎหมาย 3 ฉบับ คือ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 259 ถึง 267 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรค 2 พระราชกฤษฎีการะเบียบฯ ถวายฎีกา พ.ศ. 2457 ซึ่งยังบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน ส่วนประเภทฎีกาที่จะทูลเกล้าได้มี 2 ประเภท คือ ฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ และฎีกาของพระราชทานความเป็นธรรม หรือที่เรียกว่าฎีการ้องทุกข์ ส่วนฎีกาล้านชื่อที่แกนนำที่โฆษณาให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์เข้าร่วมลงชื่อ โดยอ้างว่าได้จำนวนหลายล้านคน น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะต้องยื่นโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ บิดา มารดา คู่สมรส บุตร หรือ ญาติพี่น้อง และการที่ฎีกาต้องมิใช่การโต้แย้งคำพิพากษาของศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถือว่าต้องห้ามตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรค 2 และพระราชกฤษฎีกาวางระเบียบการทูลเกล้าถวายฎีกา พ.ศ. 2457 รวมทั้งสถานที่ยื่นฎีกาที่กฎหมายกำหนดว่า สถานที่ยื่นฎีกาได้คือเรือนจำ หรือกระทรวงยุติธรรม ดังนั้นการยื่นฎีกาต่อสำนักราชเลขา ถือเป็นการยื่นไม่ถูกต้อง ตามขั้นตอนของกฎหมาย ฏีกาดังกล่าวหากเป็นฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษเป็นฎีกามิชอบด้วยกฎหมายถึง 3 ฉบับ

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า การพระราชทานฎีกาวางระเบียบการทูลเกล้าฯต้องขอโดยผู้มีทุกข์ และขอในกิจการส่วนตัวของผู้นั้น ฎีการ้องทุกข์ประเภทนี้ ทูลเกล้าฯ ผ่านสำนักราชเลขาธิการ หรือต่อพระองค์เอง หรือส่งทางไปรษณีย์ก็ได้ แต่ต้องมีชื่อ ที่อยู่ ผู้ยื่นถวายฎีกา ซึ่งการที่กฎหมายกำหนดเช่นนั้น เพราะก่อนนำความกราบบังคมทูล เจ้าหน้าที่สำนักราชเลขาธิการ และ เลขา ครม. ต้องติดต่อเจ้าตัวผู้มีทุกข์ เพื่อขอทราบข้อมูลรายละเอียด อันเป็นที่มาแห่งทุกข์ เพื่อจะได้แก้ไขได้ตรงจุด แต่ฎีกานี้ คนมีทุกข์ คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้ยื่นเอง แต่มีผู้หวังดีชวนกันเข้าชื่อเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายแทนผู้มีทุกข์เป็นเรื่องแปลก ที่สำคัญผู้ยื่นไม่ใช่ผู้ที่มีความทุกข์จริง แต่เข้าทำนองทุกข์แทน เหมือนคนกลางไปหาหมอ เล่าอาการของผู้ป่วยให้หมอฟัง ฎีกานี้จึงไม่ใช่ฎีการ้องทุกข์ ที่ถูกต้องตามพระราชกฤษฎีกา

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า ฏีกานี้ยังมีข้อความไม่เหมาะสมหลายประการ อาทิ ระบอบเผด็จการทหารที่มีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข หรือกล่าวตู่พระบรมราชวินิจฉัยว่า ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ผู้ทรงมีทศพิศราชธรรม มีสายพระเนตรยาวไกล ทรงไม่ปล่อยปละละเลยพสกนิกรให้จมอยู่กับความระทมทุกข์ เป็นเวลายาวนานเกินไป ซึ่งความหมายแสดงว่าหากทรงยกฎีกา หรือไม่มีพระบรมราชวินิจฉัยเป็นการปล่อยให้ประชาชนระทมทุกข์ เมื่อจะให้ประชาชนพ้นทุกข์ต้องทรงใช้พระราชอำนาจ พระราชทานอภัยโทษ อันนี้เป็นการตู่พระบรมราชวินิจฉัย ทั้งนี้ไม่ว่าจะพิจารณาในแง่มุมใด ฎีกานี้จึงไม่ใช่ฎีการ้องทุกข์ ที่ชอบด้วยกฎหมาย และนิติประเพณี

“การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง อย่าดึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ลงมาสู่ความขัดแย้งทางการเมือง และการยื่นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายทั้ง 3 ฉบับดังกล่าวนี้ ไม่ว่าจะมีปริมาณคนลงชื่อมากเท่าใดก็ตาม ไม่ได้เป็นฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมายได้ เพราะการใช้สิทธิตามกฎหมายไมได้ขึ้นอยู่กับปริมาณคน ฎีกานี้จึงเป็นฎีกาการเมือง สิ่งที่รัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องต้องดำเนินการ เมื่อฎีกาดังกล่าวมิชอบด้วยกฎหมาย หากเป็นฎีกาเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษ เมื่อมีการยื่นผิดขั้นตอนไปยังสำนักราชเลขาธิการ ทางสำนักราชฯ ไม่สามารถพิจารณาเรื่องนี้ได้ ต้องส่งเรื่องกลับไปที่กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม เพื่อเริ่มต้นให้ถูกต้อง ส่วนฎีการ้องทุกข์ไม่ว่าจะทูลเกล้าฯถวายทางใด นอกจากต้องติดต่อเจ้าตัวขอรับข้อมูลเพิ่มเติมแล้ว สำนักราชเลขาธิการ จะส่งเรื่องไปยังสำนัก เลขา ครม. เพื่อสอบถามเจ้าตัวผู้มีทุกข์ และหน่วยงานที่ถูกร้องฎีกาให้ชี้แจง และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสรุปข้อเท็จจริงกับสำนักราชเลขา แต่ถ้าเกี่ยวกับเรื่องการเมืองต้องถามความเห็นให้ครบถ้วน แล้วสรุปเรื่องเสนอนายกรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการสั่งการ และทำความเห็นเพื่อประกอบพระบรมราชวินิจฉัย”นายบวรศักดิ์ กล่าว

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้รัฐบาลต้องรับผิดชอบโดยตรง เพราะมีหน้าที่ถวายคำแนะนำแด่พระมหากษัตริย์ แม้การพระราชทานอภัยโทษในมาตรา 191 ซึ่งบัญญัติว่า พระมหากษัตริย์จะทรงใช้พระราชอำนาจทุกชนิด ซึ่งเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน เช่น พระราชทานอภัยโทษ หรือแก้ไขทุกข์ของราษฎร ที่ต้องให้ส่วนราชการ หรือหน่วยงานของรัฐปฏิบัติ พระมหากษัตริย์ต้องทรงใช้อำนาจอธิปไตย โดยผ่านทาง ครม. ซึ่งต้องรับผิดชอบทางการเมือง และ รธน.มาตรา 195 กำหนดไว้ว่า บทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และพระบรมราชโองการ เกี่ยวกับราชการแผ่นดิน ต้องมี รมต.ลงนามรับสนองพระราชโองการ ดังนั้น นายกฯ หรือ รองนายกฯ ที่รับมอบหมายจึงต้องเป็นผู้กลั่นกรอง เรื่องฎีกาทุกชนิดที่เกี่ยวกับราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ หรือฎีการ้องทุกข์ รวมถึงกราบบังคมทูล ถวายคำแนะนำ และนำพระราชวินิจฉัยมาปฏิบัติ และรับผิดชอบทางการเมือง และกฎหมายแทนพระมหากษัตริย์

นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า รัฐบาลต้องยึดหลักในพระราชกฤษฎีกาวางระเบียบการทูลเกล้าถวายฎีกา คือนายกรัฐมนตรี ในฐานะบังคับบัญชาสำนักราชเลขาธิการ ต้องสั่งการให้ยุติเรื่องตามบทบัญญัติในพระราชกฤษฎีกา ต้องตัดไฟแต่ต้นลมระงับฎีกาที่มิชอบด้วยกฎหมายนี้ ไม่ให้ทูลเกล้าฯ ถวายไปถึงองค์พระประมุข เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งทางการเมืองลุกลามจนเป็นภยันตรายต่อสถาบันหลักของชาติ

นอกจากนี้ ฎีกาโกลาหลจะระงับลงด้วยวิธีการทางการเมือง 2 ทาง คืออดีตนายกรัฐมนตรี ขอร้องให้แกนนำยุติการกระทำที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย นิติประเพณี และระเบียบปฏิบัติที่ถูกต้อง เพื่อเป็นการหักล้างคำกล่าวหาที่ว่าไม่จงรักภักดี เป็นการดำเนินการโดยการกระทำ ซึ่งสำคัญกว่าคำพูด ทั่งนี้เห็นว่านายกรัฐมนตรี ต้องรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย และนิติธรรม ตาม รธน.มาตรา 3 วรรค 2 กำหนดไว้ และการที่นายกรัฐมนตรีได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา โดยคณะรัฐมนตรีจะต้องมีมติร่วมกัน ให้นายกรัฐมนตรีระงับการทูลเกล้าถวายฎีกา ที่ขัดต่อกฎหมายนิติประเพณี และระเบียบปฏิบัติ เพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ตาม รธน.มาตรา 3 และมาตรา 77

“ขอตบท้ายว่า การอ้างอิงของอดีตทนายความของอดีตนายกรัฐมนตรี โดยที่ไม่มีใครขอร้อง หรือสั่งการอย่างที่เคยกล่าวหา ด่าทอผม และผู้ใหญ่ ที่คนเคารพนับถือ ในโทรศัพท์ วิทยุ หลายรายการ แต่ผมไม่เคยตอบโต้ เพราะถือหลักว่าสัจจะ ก็คือสัจจะ แต่หากต่อไปจะอ้างอิงอะไร ก็ขอความกรุณาอ้างอิงในเรื่องที่ถูกต้องตามหลักวิชา อย่าอ้างโดยตัดทอนข้อความที่เป็นประโยชน์เฉพาะตน”นายบวรศักดิ์ กล่าว

รายงานข่าวแจ้งว่า ภายหลังการเสร็จสิ้นการสรุปผลการดำเนินงาน ช่วงเวลาประมาณ 16.00 น.พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ได้เดินทางมามอบนโยบายและแผนการดำเนินการของโครงการนี้ให้กับนายทหารผู้บังคับหน่วยขึ้นตรงทั่วประเทศรับทราบถึงสภาพปัญหาของไทยในปัจจุบัน ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เพื่อให้ผู้บังคับหน่วยมีความเข้าใจตรงกันในการเข้าไปสร้างความเข้าใจกับผู้ใต้บังคับบัญชาในแต่ละหน่วย และขยายไปยังประชาชนในทุกพื้นที่หมู่บ้าน

แหล่งข่าวนายทหารระดับสูง ระบุว่า พล.อ.อนุพงษ์ เน้นกับผู้บังคับหน่วยทั้งหมด 3 เรื่อง 1.ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ 2.ปัญหาเศรษฐกิจ และ 3.ปัญหาด้านสังคม โดยเฉพาะปัญหายาเสพติดที่มีการแพร่ระบาดเวลานี้ ซึ่งอยากให้ ผบ.หน่วย ลงไปทำความเข้าใจ โดยเฉพาะเรื่องการถวายฎีกา ซึ่งขณะนี้มีประชาชนหลายส่วนไม่เข้าใจ รวมถึงคำบรรยายของวิทยากรในโครงการไปขยายผลเพื่อสร้างความเข้าใจกับประชาชนให้ถูกต้อง

แหล่งข่าวกล่าวว่า พล.อ.อนุพงษ์ ได้ย้ำให้ ผบ.หน่วย ในที่ประชุมว่าให้ปกป้องเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงต้องให้ความรู้และความเข้าใจกับประชาชนที่บางส่วนยังไม่เข้าใจและถูกชักนำในการต่อต้าน ทั้งนี้ กำลังพลที่ลงไปปฏิบัติงานลงไปทำงานแบบไม่มีสี ทหารต้องไม่เลือกสี และประชาชนไม่ว่าจะเป็นสีใดก็ตามทุกคนล้วนเป็นคนไทย และเป็นพสกนิกรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เราเป็นทหารของชาติ

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวในที่ประชุมว่า “ผมมีความเป็นห่วงสภาพความเป็นอยู่ของประเทศไทย โดยเฉพาะปัญหาความขัดแย้งของสังคมไทยที่มีการแบ่งสี แบ่งข้าง โดยปัญหาการยื่นถวายฎีกานี้ให้รองเสนาธิการทหารบก ไปรวบรวมคำบรรยายของนายบวรศักดิ์ เพื่อไปชี้แจงกับประชาชนว่าขั้นตอนการยื่นไม่ถูกต้อง และการดำเนินการไม่ได้ล่าช้า แต่เป็นไปตามขั้นตอน

“พระองค์ท่านทรงต้องการให้ประเทศไทยเจริญรุ่งเรือง ดังนั้น อย่าให้ใครมาทำให้สถาบันหลักของเราต้องถูกยุ่งเกี่ยว หากเราทำให้ทุกพื้นที่เข้าใจ ถือเป็นการเทิดทูนพระองค์ท่าน ขณะนี้เขากำลังพยายามสร้างความรุนแรง ซึ่งการใส่คลิปเสียงของนายกรัฐมนตรีขณะนี้เป็นการพยายามเพิ่มดีกรี เติมเชื้อไฟ ซึ่งผู้บังคับหน่วยต้องไปทำความเข้าใจกับผู้ใต้บังคับบัญชาแต่ละหน่วยและขยายไปถึงประชาชน ขอพูดให้ฟังว่าหากให้ท่านเลือกระหว่างชาติกับสี ท่านต้องเลือกประเทศชาติ หากเอาสีประเทศจะอยู่ไม่ได้ หากตำรวจ ทหาร แยกสี ก็จะวุ่นวาย”แหล่งข่าวกล่าวอ้างคำพูด พล.อ.อนุพงษ์

แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า พล.อ.อนุพงษ์ ระบุว่า เราในฐานะทหารต้องทำให้เกิดการอยู่ร่วมกัน โดยนำแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงที่พระองค์ท่านทรงทำมาหลายโครงการไปบอกกว่ากับประชาชน อยากฝากในเรื่องการช่วยเหลือเรื่องเศรษฐกิจ ขอให้นึกถึงประชาชน อย่าไปรังแก อย่าไปลำเอียง ขอให้นึกถึงสถาบันชาติ เราจะปล่อยให้ประชาชนมีการแตกแยกเป็นสองฝ่ายเช่นนี้ไม่ได้