ข่าว

"อังคณา"ยุส่งให้รีเซ็ต"กสม."ใหม่ยกชุด

"อังคณา"ยุส่งให้รีเซ็ต"กสม."ใหม่ยกชุด

11 เม.ย. 2560

“อังคณา”ซัด แถลงการณ์ปธ.กสม. กล่าวหากก.รับใช้ต่างชาติ ร้ายแรงมาก ชี้ไม่เห็นใครมีพฤติกรรมเช่นนี้ บอกถ้ามีหลักฐานยื่นสนช.ขอถอดถอนได้ เหน็บอย่าพูดแบบเหมารวม


           11 เม.ย. 60 - นางอังคณา นีละไพจิตร คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) กล่าวถึงแถลงการณ์ 6 ข้อ ของนายวัส ติงสมิตร ประธานกสม. เกี่ยวกับกรณีปัญหาภายในองค์กรทำให้นพ.สุรเชษฐ์ สถิตนิรามัย ยื่นใบลาออก ว่า การให้ข่าวของกรรมการสิทธิฯทุกคนเป็นอิสระ ซึ่งถ้อยแถลงการณ์ของประธาน ก็ถือเป็นความเห็นส่วนตัวของประธาน ตนไม่อยากก้าวล่วง แต่ก็มีคนตั้งข้อสังเกตว่า แถลงการณ์ในข้อ 6 ที่ประธานระบุว่าคล้ายว่ากรรมการสิทธิฯ บางคนมีการรับใช้ต่างชาติเป็นการบ่อนทำลายประเทศชาตินั้น เรื่องนี้ตนก็ไม่ทราบว่าคำกล่าวนี้ใครเป็นคนกล่าวและประธานหมายถึงใคร เพราะในแถลงการณ์ประธานไม่ได้ระบุชัดเจน ส่วนตัวตั้งแต่เข้ามาทำงานในกสม. ยังไม่เห็นมีกรรมการสิทธิฯคนใดทำตัวบ่อนทำลายประเทศชาติ ถือเป็นการกล่าวหาที่ร้ายแรงมาก ทั้งนี้ หากมีกรรมการสิทธิฯคนใดที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ ตนเห็นว่าสมควรใช้กลไกทางกฎหมายดำเนินการ โดยนำหลักฐานมอบให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) และยื่นถอดถอนเลย
            “การพูดเช่นนี้เป็นการเหมารวม ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าหมายถึงใคร ก็ไม่ทราบว่าประธานหมายถึงใคร ไม่ได้ถาม และไม่สนใจด้วย  กรรมการสิทธิฯคนอื่นก็ไม่ได้ถาม เรามีความเป็นอิสระกัน ไม่ได้ทำงานเพื่อปกป้องรัฐบาล แต่เราตั้งใจเข้ามาทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน และยืนยันว่าเราเองก็ไม่ได้มีพฤติกรรมอย่างที่ประธานกล่าวหาเช่นนั้นแน่นอน สื่อฯคงต้องไปถามประธานเองว่าหมายถึงใคร และถ้าประธานเห็นว่ามีคนทำจริง ก็แจ้งความจับหรือยื่นถอดถอนได้เลย”นางอังคณา กล่าว
            นางอังคณา กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นปัญหาที่ทำให้นพ.สุรเชษฐ์ ลาออกนั้น ตนอยากให้นพ.สุรเชษฐ์ เป็นคนพูดเองดีกว่า แต่คิดว่าการที่นพ.สุรเชษฐ์ ลาออกอาจเป็นเพราะก่อนหน้านี้เขาเคยเป็นผู้บริหารระดับสูง เป็นถึงอดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข มีความรู้ด้านงานบริหารเป็นอย่างดี แต่พอมาอยู่ในบรรยากาศองค์กรที่บริหารงานยาก คงทำให้คุณหมออึดอัด ซึ่งตนก็ไม่ต่างกัน ดิฉันก็เสียใจ ที่ไม่สามารถปกป้องคนดีๆอย่างนพ.สุรเชษฐ์ ไว้ได้ ทั้งนี้ ก็ยอมรับว่ามันมีปัญหาในการทำงานเกิดขึ้น เช่น บางคดีเดินหน้าไม่ได้ ซึ่งตนก็เข้าใจว่าการทำงานเป็นทีมในบางครั้ง ต้องมีคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย หลายครั้งก็มีมติเป็นเอกฉันท์ แต่บางคดีเมื่อมติออกมาเป็นเสียงส่วนใหญ่ที่เห็นด้วย กลับต้องดองเรื่องนำมาพิจารณาใหม่ ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ เนื่องจากมติคนส่วนน้อยไม่เห็นด้วย เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ตนคิดว่าความแตกต่างเป็นเรื่องปกติเป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะคิดเหมือนกันหมด แต่ทำอย่างไรเราจะอยู่ร่วมกับคนที่มีความเห็นแตกต่างกันได้ ก็ต้องเคารพและให้เกียรติกัน
            นางอังคณา ยังกล่าวอีกว่า ตนพูดเสมอว่าตนต้องทบทวนตัวเองเสมอ เพราะกรรมการสิทธิฯ กินเงินเดือนภาษีประชาชน เราอยู่ตรงนี้ทำงานเต็มที่ ถ้าเราไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ ขาดความเชื่อถือ ก็ไม่สามารถอยู่ต่อได้ ต้องทบทวนตัวเอง ซึ่งตนเคยพูดคุยกับนพ.สุรเชษฐ์ มาโดยตลอดว่าจะลาออก ยังเคยคิดว่าเราจะลาออกไปก่อนซะอีก แต่นพ.สุรเชษฐ์ ก็ชิงลาออกก่อน ส่วนตนจะลาออกหรือไม่นั้น คงต้องขอรอดูกฎหมายใหม่ที่จะออกมาก่อนว่า กฎหมายให้อำนาจเราทำหน้าที่ปกป้องสิทธิประชาชนได้มากแค่ไหน เพียงพอที่จะช่วยเหลือประชาชนหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ตนมองว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กสม. ถูกลดสถานะจาก “เอ” เป็น “บี” โดยสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาตินั้น เป็นเพราะกสม. ชุดนี้เข้ามาในยุคของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เราจึงถูกติงว่ากรรมการสรรหาฯชุดนี้ไม่มีความหลากหลาย ทำให้ได้กสม.ที่ไม่หลากหลาย ไม่สอดคล้องกับหลักการปารีส ดังนั้น การที่ไทยจะมี กสม.ก็จำเป็นต้องสอดคล้องกับหลักการปารีส
            “ยินดีถ้าปัญหาที่เกิดขึ้นภายในองค์กรจะเป็นเหตุให้กรรมการสิทธิฯ ถูกรีเซ็ตใหม่ยกชุด เพราะกฎหมายใหม่ได้กำหนดให้กรรมการสรรหาฯที่มีความหลากหลาย จึงเห็นสมควรยิ่งว่าควรสรรหากรรมการสิทธิฯใหม่ เพราะคิดว่าตัวกรรมการสิทธิฯ 7 คนมาทำหน้าที่แล้วก็หมดวาระไป แต่สำนักงานกสม. ยังคงต้องอยู่ต่อไป ถ้าไม่มีสำนักงานคอยสนับสนุน กรรมการสิทธิฯก็ทำงานไม่ได้ ดังนั้น หากมีการสรรหากรรมการสิทธิฯขึ้นใหม่ กสม.ไทยก็อาจถูกปรับขึ้นสถานะจาก “บี” เป็น “เอ” เช่นเดิมด้วย”นางอังคณา กล่าว
            ด้านแหล่งข่าวจากกรรมการสิทธิฯ เปิดเผยว่า กรรมการสิทธิฯ ทุกคนมาจากการทำงานที่แตกต่างกัน ซึ่งต้องมีความเห็นที่แตกต่างกันอยู่แล้ว ทั้งนี้ต้องเป็นความเห็นที่อิสระที่ไม่จำเป็นต้องเห็นตรงกันหมดทุกอย่าง แต่ทั้งนี้ต้องมีกติกาการทำงาน การประชุม เพราะฉะนั้นทุกคนต้องทำตามกติกา เนื่องจากวัตถุประสงค์ที่มีคนเลือกเรามาเป็นกสม.นั้น เพื่อมาทำงานตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด และต้องมีสติ หน้าที่ของเรามีแค่นี้ แต่ในการประชุมบางครั้งก็ไม่ค่อยฟังความเห็นกัน เนื่องจากบางท่านอาจจะมีประสบการณ์ที่หลากหลาย แต่ว่าสุดท้ายแล้วต้องมีข้อสรุป ทุกคนจึงสามารถแสดงความคิดเห็นได้ เราได้คุยกันอย่างตรงไปตรงมาสุดท้ายก็มีข้อสรุปออกมา องค์กรอิสระถือว่าเป็นองค์กรที่ทุกคนคาดหวัง การเป็นผู้มีประสบการณ์ จนกระทั้งขนาดนี้ควรจะทำหน้าที่ให้เต็มที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราตั้งใจอยู่ การทำงานจะต้องไม่เหนื่อย
           ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้(11เม.ย.) นางอังคณา ยังได้โพสต์เฟซบุ๊คส่วนตัว ระบุว่า เมื่อวานมีมิตรสหาย รวมถึงสื่อมวลชนถามไถ่เข้ามามากมาย เรื่อง คำแถลงท่านประธาน กสม ข้อ 6. ทีแรกยอมรับว่าไม่ได้ใส่ใจมากนักเนื่องจากคำแถลงเป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนส่วนตัวของท่านประธานฯ ซึ่งเป็นสิทธิที่กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติทุกคนสามารถแสดงความเห็นได้ แต่พอถูกถามมากเข้า และฟังเหมือนว่ามีผู้เข้าใจว่า คำแถลงข้อ 6. อาจเป็นไปได้ที่จะหมายถึง กสม. อังคณา จึงขอแบ่งปันความเห็นต่อเรื่องนี้ ที่ได้ตอบต่อมิตรสหายมา ณ ที่นี้นะคะ
           โดยนางอังคณา โพสต์ชี้แจงว่า ข้อ 1. ยืนยันว่า #สิทธิมนุษยชนไม่มีพรมแดน เพราะหลักการสิทธิมนุษยชนถือว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน อีกทั้งสิทธิมนุษยชนนั้นกว้างไกลกว่ากฎหมาย (หลัก #HumanRightsBeyondLaws) นอกจากนั้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ยังมีหน้าที่ต้องเผยแพร่ และปฏิบัติตามอนุสัญญาระหว่างประเทศทั้ง 7 ฉบับที่ประเทศไทยเป็นภาคี อีกทั้ง การทำหน้าที่ของสถาบันสิทธิมนุษยแห่งชาติ ของทุกประเทศที่ได้รับการรับรองจากองค์การสหประชาชาติ จำเป็นต้องยึดถือและปฏิบัติตามหลักการปารีส (Paris Principle) ซึ่งถือเป็นสากล จึงทำให้กรรมการสิทธิฯจำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับกลไกระหว่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
            ข้อ 2. เรื่อง "การรับใช้ต่างชาติ บ่อนทำลายประเทศชาติ" เรื่องนี้ถือเป็นความผิดร้ายแรงมาก หากกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติคนใดได้กระทำการเยี่ยงนี้จริง ก็ย่อมสมควรต้องรับโทษตามกฎหมาย และสมควรต้องถูกถอดถอนจากการปฏิบัติหน้าที่โดยทันที ซึ่งหากเป็นจริง เจ้าหน้าที่รัฐสามารถกล่าวโทษ หรือยื่นเรื่องต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อถอดถอนได้ตามกฎหมาย
 
“บอกตรงๆจากทีแรกที่ไม่ได้คิดอะไร ตอนนี้เริ่มกังวลว่าเรื่องนี้อาจเป็นการใช้ #คำพูดที่สร้างความเกลียดชัง (#HateSpeech) ต่อตัวเองในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ กสม. ก็หวังว่าจะไม่ลุกลามจนกลายเป็นการล่าแม่มดนะคะ แค่นี้ก็อยู่ยากมากแล้วค่ะ”นางอังคณา กล่าว
 
//////