ข่าว

สมาคมนักข่าวฯ ชัดสปท.ใช้โทษจำคุกขู่สื่อไม่มีใบอนุญาต

สมาคมนักข่าวฯ ชัดสปท.ใช้โทษจำคุกขู่สื่อไม่มีใบอนุญาต

10 เม.ย. 2560

กก.จริยธรรม สมาคมนักข่าวฯ ซัดกรรมาธิการ สปท.มีแนวคิด"อำนาจนิยม"ใช้โทษจำคุกขู่สื่อไม่มีใบอนุญาต ยัน 30 องค์กรสื่อค้่านถึงที่สุด ชี้เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบปชต.

          เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2560  นายจักร์กฤษ เพิ่มพูล กรรมการควบคุมจริยธรรมและที่ปรึกษาสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณีพล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ รองประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ให้สัมภาษณ์ยืนยันหลักการในร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ว่ายังคงมีตัวแทนของรัฐในสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ และคงหลักการการออกและเพิกถอนใบอนุญาตผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนว่า เป็นเรื่องน่าเสียใจที่คณะกรรมาธิการไม่ยอมเปิดใจรับฟังความเห็นต่าง และยังคงยืนยันใช้แนวคิดแบบ“อำนาจนิยม”ควบคุมสื่อ ซึ่งไม่มีประเทศประชาธิปไตยที่ไหนในโลกมีแนวคิดและกฎหมายในลักษณะเช่นนี้

           นายจักร์กฤษ กล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่น่าตกใจก็คือ การกำหนดโทษทางอาญาแก่ผู้ที่ประกอบอาชีพโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งในร่างเดิมที่มีการร่างกันมาราว 5-6 ฉบับ ประเด็นเรื่องการกำหนดโทษนั้น แม้แต่โทษปรับทางปกครอง ก็ยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันว่า สมควรหรือไม่ ที่จะกำหนดโทษทางอาญา ดังนั้น ร่างกฎหมายทุกฉบับ ยกเว้นร่างของกรรมาธิการจึงไม่มีโทษทางอาญา ร้ายแรงที่สุดก็เป็นโทษปรับทางปกครอง ซึ่งก็ยังมีข้อเสนอให้ตัดออกไป และหากดูกฏหมายที่เกี่ยวกับสื่อแม้ในยุคเผด็จการก็ไม่ได้มีบทบังคับโดยตรงกับผู้ประกอบวิชาชีพ ซึ่งการลิดรอนเสรีภาพในการแสดงความเห็นของบุคคลเช่นนี้ ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วย

          “ผมบอกได้แล้วว่า ถ้าจะต้องติดคุก เพราะทำหน้าที่สื่อโดยไม่มีใบอนุญาต ก็ยินดี สื่อมวลชนไม่ใช่อาชญากรรมแต่สื่อมวลชนทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนสังคม เป็นหมาเฝ้าบ้าน และเป็นการทำหน้าที่บนพื้นที่สาธารณะ ซึ่งกฏหมายรัฐธรรมนูญให้การรับรอง ส่วนการที่สื่อมวลชนกระทำความผิดตามกฎหมาย ซึ่งมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสื่อกว่า10ฉบับ และบางฉบับก็มีโทษทางอาญา เช่น กฎหมายหมิ่นประมาท กฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ กฎหมายคุ้มครองเด็ก กฎหมายเหล่านี้สามารถจัดการกับสื่อที่ละเมิดได้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายพิเศษเพิ่มขึ้นมาอีก”นายจักรกฤษ กล่าว

          นายจักร์กฤษ กล่าวและว่า 30 องค์กรสื่อภายใต้คณะทำงานสื่อเพื่อการปฏิรูป คงเคลื่อนไหวคัดค้านเรื่องนี้อย่างถึงที่สุด และเชื่อว่าจะมีการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมตีความในประเด็น ใบอนุญาตสื่อมวลชน อันขัดแย้งกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่รับรองสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและสื่อมวลชนและประชาชน นอกจากนั้น สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งจะเป็นผู้ตรากฎหมาย จะต้องพิจารณาให้ถ้วนถี่ ว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ ได้ผ่านขั้นตอนของรัฐธรรมนูญมาตรา77ที่กำหนดให้รัฐออกกฎหมายเท่าที่จำเป็น ไม่เป็นอุปสรรคในการประกอบอาชีพ   อีกทั้งเป็นการใช้ระบบอนุญาตและคณะกรรมการเกินความจำเป็นหรือไม่ มิฉะนั้น สนช.ก็อาจจะมีส่วนในการผลักดันกฏหมายที่เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตย(ปชต.)