
เครือข่ายปฏิรูปตร. จี้ "รบ." เคลียร์ปมสอบสวนแบบเลือกปฏิบัติ
"เครือข่ายปฏิรูปตร."แนะใช้ไอทีบันทึกภาพช่วยสอบ ชี้ระบบยุติธรรมให้อำนาจหลัก จนท.จับกุม-ดำเนินคดี ห่วงเคสนั่งท้ายกระบะ แนะนิติบัญญัติยก ประกาศคสช.เทียบก.ม.จราจร
9 เม.ย.60 - อนุสรณ์สถาน 14ตุลา เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ (Police Watch) ร่วมกับมูลนิธิผสานวัฒนธรรม จัดอภิปรายสาธารณะครั้งที่ 4 เรื่อง แนวทางการปฏิรูปตำรวจและกระบวนการยุติธรรม ต่อประเด็นการเลือกปฏิบัติของผู้บังคับใช้กฎหมาย โดยมีทนายความและอดีตนายตำรวจเข้าร่วมอภิปราย
โดย พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร อดีตรองผู้บังคับการจเรตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กล่าวว่า ความยุติธรรมทางกฎหมาย คือการให้ความยุติธรรมทางอาญา โดยให้คนทุกคนมีความเท่าเทียมกันทางกฎหมายตามระบอบประชาธิปไตยที่ให้ความสำคัญต่อประเด็นความเสมอภาค โดยในต่างประเทศ เช่น ประเทศเกาหลี ที่มีคดีทำผิดแม้จะเป็นนักธุรกิจรายใหญ่ แต่กระบวนการยุติธรรมสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงและตัดสินได้ภายในไม่กี่เดือน ขณะที่ในประเทศไทยที่พบปัญหาต่อกระบวนการยุติธรรม ระหว่างคนจน กับคนรวย ไม่มีผู้มีอำนาจคนใดที่ให้ความสำคัญและเร่งรัดที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
พ.ต.อ.วิรุตม์ กล่าวด้วยว่า สำหรับกรณีคดีขับรถชนคนตายของลูกนักธุรกิจรายใหญ่ของประเทศไทย ที่พบว่าผ่านไป 5 ปีแล้ว กระบวนการยังไม่เข้าสู่ชั้นศาล คดีนี้เคยมีความพยายามสั่งฟ้องโดยชั้นอัยการ แต่อัยการตรวจสอบรายงานตรวจสอบเจ้าพนักงานแล้วพบว่าเนื้อหาไม่สามารถฟ้องได้ เพราะรายละเอียดระบุว่า คนตายขับรถเปลี่ยนช่องจราจรกระทันหัน ลักษณะตัดหน้ารถ ขณะที่คนขับรถเก๋งไม่ได้ขับรถเร็ว ไม่ได้เมา ดังนั้นเรื่องนี้ ตนทราบว่าอัยการสั่งให้สอบเพิ่มเติมเรื่องความเร็วให้ชัดเจน เพราะในสำนวนสอบสวนได้อ้างความเห็นของตำรวจจราจรที่ไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงว่าขับรถความเร็วไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงตามเกณฑ์ของการขับรถในเมือง ทั้งที่ข้อเท็จจริงต้องสอบถามตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานที่มีขั้นตอนการพิสูจน์ทราบให้ได้ข้อเท็จจริง ทั้งจากรอยชน รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นกรณีที่อ้างความเห็นของตำรวจจราจรคนหนึ่งนั้นจึงยังไม่มีมูลเหตุที่จะฟ้องได้ ขณะที่ประเด็นการชนแล้วไม่แจ้งพนักงานทันที อาจนำไปสู่กระบวนการฟ้องได้ แต่กรณีนี้ท้ายสุดผลเชื่อว่าหากเรื่องไปสู่ศาลแล้ว ศาลจะยกฟ้องแน่นอนเพราะผลสอบสวนขาดรายละเอียดที่จะเอาความผิดผู้กระทำ
"คดีประมาท แม้มีอายุความ 15 ปี แต่กรณีเมาสั่งไม่ฟ้อง คดีขับรถเร็วขาดอายุความไปแล้ว แม้จะให้มีการสอบเพิ่มเติมก็ยังมีช่องทางยื้อคดี ผมมองว่าชั้นตำรวจอาจเรียบร้อยแล้ว แต่มีปัญหาในชั้นอัยการที่มีปัญหา จึงต้องสอบเพิ่มเติม ซึ่งระยะเวลาของการสอบเพิ่มเติมนั้นกินเวลาไปกว่า 4 ปี และกรณีที่เรื่องจะสอบสวนแล้ว ก็มีการผ่อนพัน โดยอ้างการขอความเป็นธรรมผ่านกรรมาธิการของ สนช.อีก ซึ่งเรื่องนี้ผมมองว่ารัฐบาลควรลงมาดูแลโดยตรง เพื่อไม่ให้ความล่าช้าของคดีสร้างความเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ผมมองด้วยว่ากระบวนการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตอนนี้เป็นไปตามใบสั่ง ดังนั้นทางที่แก้ไขได้ คือ การใช้การบันทึกการสอบสวนด้วยกล้องวงจรปิด มีบันทึกแบบเข้าระบบของสถานีแนบไปพร้อมกับเอกสาร และผลการสอบสวน" พ.ต.อ.วิรุตม์ กล่าว
ด้านนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ทนายความ เจ้าของแฟนเพจ "ทนายคู่ใจ" กล่าวว่า กรณีการจับกุมหรือดำเนินคดีบุคคลที่กระทำผิด ที่ให้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่เป็นสำคัญ ถือว่าเป็นประเด็นที่อันตราย เพราะการใช้ดุลพินิจหรือการตัดสินใจของบุคคลตามระเบียบย่อมมีเนื้อหาที่แตกต่างกันได้ อย่างกรณีการออกประกาศตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มีผลทางกฎหมาย ห้ามประชาชนนั่งท้ายกระบะรถยนต์นั้น แม้ขณะนี้จะยังมีการผ่อนผันไม่จับหรือดำเนินคดี แต่ในทางออกที่ดีที่สุด คือ ให้หน่วยงนที่เกี่ยวข้อง เช่น ฝ่ายนิติบัญญัติ นำเนื้อหาไปตีความข้อกฎหมายเพิ่มเติม โดยเทียบกับกฎหมายจราจรและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ว่ากรณีนั่งท้ายกระบะรถยนต์นั้น เป็นความผิดจริงหรือไม่ เหตุผลสำคัญกรณีดังกล่าวเกี่ยวกับคดีอาญา ดังนั้นการตีความทางกฎหมายจำเป็นต้องทำให้เกิดความชัดเจนที่สุด ดังนั้นในกรณีที่ประชาชนซี่งยากจนถูกจับกุม ดำเนินคดี และเข้าสู่กระบวนการทางศาล อาจทำให้เป็นปัญหาได้ เพราะความไม่เข้าใจในข้อกฎหมาย โดยที่ผ่านมาเมื่อประชาชนไม่เข้าใจในรายละเอียดมากพอ จะยอมรับการกระทำความผิดกับเจ้าหน้าที่ตำรวจมากกว่าการโต้แย้งเพื่อให้ได้รับความเป็นธรรม
ขณะที่นายสุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม กล่าวว่า ตนมีข้อเสนอเพื่อแก้ปัญหาของกาารเลือกปฏิบัติของผู้ใช้กฎหมาย คือ 1.ต้องตั้งกรรมการ หรือตรวจสอบการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2.กรณีที่ตำรวจทำคดีล่าช้าที่อาจมาจากการใช้อิทธิพลของนักธุรกิจ ควรให้นักธุรกิจประกาศตนต่อสาธารณะที่จะไม่ใช้อิทธิพลแทรกแซงการสอบสวน แต่หากไม่มีการประกาศใดๆ ชัดเจนประชาชนต้องร่วมรณรงค์ที่จะไม่ใช้สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของธุรกิจ เพื่อเรียกร้องให้กลุ่มธุรกิจมีธรรมาภิบาล และ 3.รัฐต้องสร้างความรับผิดชอบในกระบวนการยุติธรรม ที่ไม่ยอมรับกับการอยู่ภายใต้อิทธิพลของทุน โดยองค์กรตรวจสอบ เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต้องมีส่วนที่ตรวจสอบด้วยเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมอย่างแท้จริง



