
ประชาชนฝ่าเปลวแดดสักการะพระบรมศพ
ประชาชนเข้าสักการะพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าว
วันที่ 9 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศภายในพระบรมมหาราชวัง ว่า หลังจากสำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชนเข้ามากราบสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นวันที่ 158 โดยเปิดประตูให้ประชาชนเข้าตั้งแต่เวลา 05.00 น. ปรากฎว่ายังคงมีประชาชนจากทั่วทุกสารทิศมารอต่อแถวเข้ากราบสักการะพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมโกศอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางอากาศร้อนจัด
นางสมบูรณ์ บุญฝัน อายุ 60 ปี และ ด.ญ.ศุภณัฐ บุญจันทร์ศรี อายุ 5 ขวบ พสกนิกรจาก จ.นครศรีธรรมราช เดินทางมากราบสักการะพระบรมศพตั้งแต่เช้ามืด เปิดเผยว่า มากราบในหลวง ร.9 เป็นครั้งที่ 3 ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย ตลอดชีวิตของตัวเองได้เห็นพระองค์ทรงงานมากมาย เป็นกษัตริย์ที่คิดถึงบ้านเมือง มีความคิดที่หลากหลาย มองเห็นทุกอย่างชัดเจน และช่วยเหลือพสกนิกรในทุกพื้นที่ โดยหลานสาวที่มาด้วยวันนี้ก่อนนอนจะยกมือไหว้พระบรมฉายาลักษณ์ในหลวง ร.9 ทุกวัน และบอกกับตนว่าอยากจะมากราบพระองค์ด้วย
"รักพระองค์ท่านมาก อยากมารำลึกถึงพระองค์ใกล้ๆ มีญาติพี่น้องที่อยากจะมาด้วย ก็จะพามาด้วยกันอีก ถึงวันถวายพระเพลิงก็ตั้งใจจะมาล่วงหน้าเพื่อมาร่วมส่งเสร็จพระองค์อย่างใกล้ชิดที่สุด ส่วนตัวน้อมนำหลักคำสอนในเรื่องการใช้ชีวิตในแบบพอเพียง ประหยัด และสอนให้ลูกหลานรู้จักทำมาหากิน" นางสมบูรณ์ กล่าว
นางสาวสุภัสสร บำรุงเรือน อายุ 52 ปี ชาวอำเภอบ้างโป่ง จ.ราชบุรี ซึ่งเดินทางมากราบพระบรมศพเป็นครั้งที่ 3 พร้อมกับกลุ่มเพื่อนร่วมกัน 26 คน โดยออกมาตั้งแต่ตี 4 และเมื่อสักการะพระบรมศพเสร็จแล้วต่างเข้ามากราบขอพรพระแก้วมรกตเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต กล่าวว่า แม้ว่าจะกราบพระบรมศพเป็นครั้งที่ 3 แล้วก็ตาม แต่ก็ยังรู้สึกตื้นตันใจ และร้องไห้ทุกครั้ง ที่ผ่านมายังคงระลึกถึงพระองค์อยู่เสมอ เชื่อว่าด้วยบุญญาธิการและบุญบารมีของพระองค์จะช่วยให้สมปรารถนาต่างๆ ได้ หลายครั้งยังคงอธิษฐานถึงพระองค์เวลาเจอสิ่งต่างๆในชีวิตอยู่เสมอ
"ครั้งหนึ่งเคยมีโอกาสได้รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ในสนามหญ้าสวนจิตรลดา ในวันที่ 4 ธันวาคม แม้จะรอตั้งแต่บ่ายโมงถึง 4 โมงเย็น ก็นั่งอ่านหนังสือกางร่มรอได้อย่างไม่เหน็ดเหนื่อย และเมื่อพระองค์เสด็จฯ มา เสียงอีกาก็ร้องดังขึ้น เหมือนคำโบราณที่ว่าเมื่อมีผู้บุญญาธิการสรรพสัตว์ทั้งหลายแซ่ซ้อง เราซึ่งนั่งรอทั้งวันก็มีน้ำตาไหลออกมาไม่ได้รู้ตัว รู้สึกจุกในอกถือเป็นครั้งแรกในชีวิต แม้ว่าหลังจากนั้นจะไม่มีโอกาสได้รับเสด็จฯ อีก แต่ก็ติดตามข่าวพระราชกรณียกิจเสมอ ยิ่งหลังจากที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคตแล้ว ก็ยิ่งได้เห็นพระราชกรณียกิจที่ไม่เคยได้รับรู้มาก่อนอีกมาก ทำให้รู้ว่าพระองค์ทรงทำทุกอย่างเพื่อคนไทยจริงๆ จำได้ว่าเมื่อพระองค์เสด็จสวรรคต วันนั้นเสียใจมาก เหมือนร่างกายไม่มีแรง หากเลือกได้อยากให้พระองค์อยู่เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทุกคนตลอดไป จากนี้ก็จะยึดหลักความดี ทำความดีเพื่อคนอื่นเท่าที่จะช่วยเหลือได้ตามกำลังของเรา"
นางศรัณย์ภรณ์ วงษ์เกษม อายุ 67 ปี ชาวจังหวัดสมุทรปราการ เดินทางมาพร้อมลูกสาว นางสาวเบญจวรรณ วงษ์เกษม กล่าวภายหลังสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ว่า มาสักการะพระบรมศพเป็นครั้งที่ 2 แล้ว รู้สึกตื้นตันใจ และภูมิใจมากที่มีโอกาสได้มาสักการะพระบรมศพ ได้ตั้งจิตอธิษฐานต่อหน้าพระบรมโกศขอให้ดวงพระวิญญาณ ของในหลวง ร.9 ทรงคุ้มครองให้ประเทศไทยมีความร่มเย็น ประชาชนมีความสามัคคีกัน และขอถวายพระพรให้ในหลวง ร.10 ทรงมีพระพลานามัยที่แข็งแรง ทรงเป็นพระมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยตลอดไป รู้สึกภูมิใจมากที่เกิดมาในแผ่นดินรัชกาลที่ 9 และจะตายในแผ่นดินรัชกาลที่ 10
"ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทีพระมหากรุณาธิคุณต่อชาวไทย และชาวจังหวัดสมุทรปราการเป็นอย่างมาก อย่างเช่น สะพานภูมิพล 1-2 ที่พระองค์ทรงมีพระราชดำริให้สร้างขึ้นเพื่อบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัดได้เป็นอย่างดี เพราะก่อนที่จะมีสะพานรถติดมาก กว่าจะไปไหนมาไหนได้ต้องใช้เวลาเดินทางกว่า 2 ชั่วโมง แต่ตอนนี้ใช้เวลาเพียงแค่ 20 นาทีเท่านั้นก็สามารถเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ได้อย่างสะดวกสบาย และทุกวันนี้ก็น้อมคำสอนเรื่องความพอเพียงมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตใช้ทรัพยากรทุกอย่างอย่างคุ้มค่าอย่างขยะไม่ว่าจะเป็น ขวด กระดาษ หนังสือพิมพ์พลาสติก สิ่งเหล่านี้ที่หลายคนเห็นว่าขายมาได้ก็ได้เงินเพียงน้อยนิด แต่รู้หรือไม่ว่านอกจากจะช่วยลดภาวะโลกร้อนแล้ว เงินจากการขายขยะยังสามารถนำมาจ่ายเป็นค่าน้ำในบ้านได้อีกด้วย"



