
เอกชนแห่ร่วมประมูลแหล่งเอราวัณ-บงกช
โดย -โต๊ะข่าวเศรษฐกิจ
พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า การเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมใน 2 แหล่งที่จะหมดอายุในปี 2565-2666 คือแหล่งเอราวัณ ของ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด และแหล่งบงกช ของบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) หรือ ปตท.สผ.นั้น ได้รับรายงานว่ามีนักลงทุนสนใจเข้าร่วมการประชุมกลุ่มย่อมกว่า 10 ราย นอกเหนือจากผู้รับสัมปทาน 2 รายเดิม ยังมีนักลงทุนรายใหม่ทั้งจากตะวันออกกลาง และจีน แต่จะสนใจยื่นประมูลกี่รายยังต้องรอติดตามการเปิดประมูลต่อไป
ทั้งนี้กระทรวงพลังงานจะพิจารณาความเหมาะสมใน 3 รูปแบบทั้งระบบสัญญาสัมปทาน ระบบแบ่งปันผลผลิต(PSC) และระบบจ้างผลิต(SC) เนื่องจาก ร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ปิโตรเลียม (ฉบับที่...)พ.ศ.... และร่างพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม(ฉบับที่...)พ.ศ...ได้มีการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว ส่วนนักลงทุนจะตอบรับรูปแบบการประมูลระบบใดเป็นเรื่องที่แต่ละรายจะไปประเมินศักยภาพการลงทุนที่เหมาะสมกับศักยภาพปิโตรเลียมในแต่ละแหล่ง
อย่างไรก็ตามการกำหนดรูปแบบการเปิดนั้นขณะนี้ยังไม่สามารถระบุให้ชัดเจนได้ เพราะยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาที่ต้องผ่านการกลั่นกรองของคณะอนุกรรมการปิโตรเลียม และส่งให้คณะกรรมการปิโตรเลียมพิจารณา ก่อนนำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเห็นชอบ เพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.) เป็นผู้อนุมัติกำหนดรูปแบบเปิดประมูลให้เหมาะสมกับพื้นที่สำรวจปิโตรเลียม คาดว่าจะนำเสนอครม.ได้ภายในเดือนพ.ค.นี้
“มีนักลงทุนรายใหม่ทั้งจากตะวันออกกลาง และจีน ให้ความสนใจส่วนนักลงทุนจะตอบรับรูปแบบการประมูลระบบไหน เป็นเรื่องที่แต่ละรายจะไปประเมินศักยภาพการลงทุนที่เหมาะสมกับศักยภาพปิโตรเลียมในแต่ละแหล่ง”
ส่วนหลักเกณฑ์และเงื่อนไข(ทีโออาร์)การเปิดประมูล กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งในวันที่ 20 เม.ย.นี้จะจัดการประชุมกลุ่มย่อย อีกครั้ง คาดว่าจะกำหนดเงื่อนไขทีโออาร์ได้ในเดือนมิ.ย.นี้ เพื่อให้ทันกำหนดเปิดขายทีโออาร์ในเดือนก.ค.นี้
“ขณะนี้การดำเนินการต่างๆ อาจล่าช้าไปจากแผนเล็กน้อย ซึ่งกระทรวงพลังงาน พยายามเร่งรัดเพื่อให้ทันกำหนดเปิดขายทีโออาร์ แต่การเร่งรัดต้องอยู่บนหลักการ เงื่อนไขที่ต้องเป็นไปตามมาตรฐานสากล และถ้าเร่งรัดมากไปแล้วเกิดความเสียหาย ก็อาจจะขอยืดเวลาออกไปนิดหน่อย ซึ่งก็ยังคุยกับผู้ประกอบการได้ว่าสามารถดำเนินการต่างๆได้ทัน และไม่เกิดความเสียหาย”
ส่วนการจัดตั้งคณะกรรมการศึกษาการข้อดีและข้อเสียการจัดตั้ง“บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ” (NOC) ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างรอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ส่งเรื่องให้ครม. พิจารณาอนุมัติว่า จะให้หน่วยงานใดศึกษา NOC ซึ่งที่ผ่านมาในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม วาระแรกกระทรวงพลังงานได้เสนอให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ศึกษา NOC โดยขณะนี้กำลังรอผลการศึกษา ซึ่งหากผลการศึกษาเป็นที่ยอมรับ ก็อาจไม่จำเป็นต้องศึกษาใหม่ หรือถ้าต้องการใช้ศึกษาควบคู่กัน กระทรวงพลังงานก็พร้อมดำเนินการ แต่เห็นว่าควรต้องมีหน่วยงานอื่นมาร่วมด้วย เช่น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ



