ข่าว

ลับมีดรอไต่สวน 3 ขรก.จำเลยทุจริตคลองด่าน

ลับมีดรอไต่สวน 3 ขรก.จำเลยทุจริตคลองด่าน

07 เม.ย. 2560

ศาลอาญาทุจริตฯ กลาง ลับมีดรอไต่สวนคำขอทางแพ่ง คพ.ร้อง "อดีต อธ.- รอง อธ.-ผอ.กองจัดการน้ำ" จำเลยคดีทุจริตคลองด่านจำคุก 20 ปี ชดใช้อ่วม 8 พันล้าน

 

 

          7 เม.ย.60 นายนิกร ทัสสโร รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล มีคำวินิจฉัยชี้ขาดให้ศาลยุติธรรม มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคำขอชดใช้ค่าเสียหายอันเป็นคำขอในส่วนแพ่งคดีทุจริตโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน ที่พนักงานอัยการฟ้องนายปกิต กิระวานิช อายุ 81 ปี อดีตอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม , นายศิริธัญญ์ ไพโรจน์พิบูรณ์ อายุ 66 ปี อดีตรองอธิบดี คพ. และนางยุวรี อินนา อายุ 56 ปี ผอ.กองจัดการคุณภาพน้ำ เป็นจำเลยที่ 1-3 ในคดีหมายเลขดำ 1682/2557 และศาลอาญา โดยองค์คณะแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ มีคำพิพากษาวันที่ 17 ธ.ค.58 ให้จำคุกคนละ 20 ปี ฐานเป็นเจ้าหน้าที่มีหน้าที่จัดซื้อ ทำ จัดการรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ร่วมกันเอื้อประโยชน์ให้ใช้ที่ดินของบริษัท คลองด่านมารีน แอนด์ฟิชเชอรี่ จำกัด บริษัทในเครือการก่อสร้างโครงการ และเอื้อประโยชน์ให้แก่กิจการร่วมค้า เอ็นวีพีเอสเคจี (NVPSKG JOINT VENTURE) ให้ได้รับการคัดเลือกเข้าทำสัญญาโครงการกับกรมควบคุมมลพิษ รวมทั้งให้ผ่านคุณสมบัติในการประกวดราคา และเพิ่มวงเงินงบประมาณก่อสร้างโครงการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายว่า เมื่อวันที่ 30 มี.ค.ที่ผ่านมา ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้อ่านคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลจากกรณีที่จำเลยทั้งสามได้ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่าคำขอส่วนแพ่งที่ คพ.หน่วยงานรัฐที่ได้รับความเสียหาย และให้จำเลยชดใช้นั้น เป็นอำนาจของศาลปกครอง

          แต่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดฯ พิจารณาแล้ว เห็นว่าคำขอส่วนแพ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม เนื่องจากคดีมีมูลเหตุการทุจริตจนนำไปสู่การไต่สวนและการดำเนินกระบวนการต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องมาตรการปราบปรามการทุจริต เป็นการกระทำความผิดทางอาญาเป็นหลัก ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เกิดจากการใช้อำนาจทางปกครองที่จะเป็นการทำละเมิดทางปกครอง คณะกรรมการฯ จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างพนักงานอัยการ โจทก์ , คพ. ผู้ร้อง และ นายปกิต กิระวานิช , นายศิริธัญญ์ ไพโรจน์พิบูรณ์ และนางยุวรี อินนา จำเลยทั้งสาม อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม เมื่อเป็นดังนี้ คดีส่วนแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับการทุจริตจึงเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลอาญาคดีทุจริตฯกลาง แต่ส่วนคดีที่เกี่ยวกับการกระทำทางปกครองของเจ้าหน้าของรัฐโดยแท้ที่ไม่มีการทุจริต ก็เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของศาลปกครอง
  
นายนิกร รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตฯ กลาง กล่าวถึงขั้นตอนต่อไปว่า เมื่อคณะกรรมการฯ วินิจฉัยให้คดีเกี่ยวกับการทุจริตโครงการคลองด่านอยู่ในเขตอำนาจศาลยุติธรรมเช่นนี้แล้ว จากนี้ศาลยุติธรรมก็จะดำเนินการตามรูปคดีต่อไป โดยคดีนี้ในส่วนอาญา จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์แล้ว สำหรับในรายละเอียดส่วนแพ่งของค่าเสียหายนั้น คพ.ขอให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายทั้งที่เป็นเงินบาท และเงินสกุลเหรียญสหรัฐ รวมประมาณ 8,430 ล้านบาท ซึ่งกระบวนพิจารณาที่เป็นส่วนคำขอทางแพ่งนั้น หากจำเลยแต่งตั้งทนายความไว้แล้ว ในการไต่สวนจำเลยจะไม่มาศาลก็ได้ 
          เมื่อถามถึงการฟังข้อเท็จจริงในคดีส่วนแพ่ง นายนิกร กล่าวอธิบายว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 และวิธีพิจารณาคดีทุจริตฯประกอบกัน บัญญัติให้การพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ซึ่งคดีนี้ส่วนอาญา ศาลได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าจำเลยทั้งสามกระทำความผิด ดังนั้นการวินิจฉัยคำขอส่วนแพ่ง ศาลจะไต่สวนเพื่อให้ได้ความจริงต่อไปว่าความเสียหายนั้นเกิดขึ้นส่วนใดบ้าง มีเพียงใด และจำเลยทั้งสาม แต่ละคนต้องรับผิดต่อรัฐอย่างไร เพียงใด

          เมื่อถามว่า หากศาลมีคำพิพากษาคดีส่วนแพ่งนี้ออกมาว่าจะต้องให้จำเลยทั้งสามชดใช้แล้ว จำเลยยังมีสิทธิอุทธรณ์-ฎีกาผลคดีได้อีกหรือไม่ นายนิกร ตอบว่า ต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งมีหลักว่าการอุทธรณ์ หรือการฎีกานั้นสามารถดำเนินการได้ แต่ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้ชำระ มาวางศาลด้วย และการอุทธรณ์ก็ไม่เป็นการทุเลาการบังคับตามคำพิพากษา เว้นแต่ว่าผู้อุทธรณ์ได้วางเงินต่อศาลจำนวนเงินที่พอแก่การชำระหนี้ตามคำพิพากษา หรือหาประกันมาให้ศาล มิเช่นนั้นก็จะถูกยึด หรืออายัดทรัพย์  
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรายละเอียดความเห็นของคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดเขตอำนาจนะหว่างศาล พิจารณาข้อโต้แย้งเขตอำนาจแล้ว เห็นว่า คดีนี้มีมูลเหตุมาจากการกล่าวอ้างว่า โครงการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียดังกล่าว มีการทุจริตจนนำไปสู่การไต่สวนของ ป.ป.ช. และมีมติชี้มูลความผิดจำเลยทั้งสาม กับส่งเรื่องให้ คพ.ผู้เสียหาย ออกคำสั่งเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายทางละเมิด และส่งเรื่องให้พนักงานอัยการดำเนินคดีอาญา โดย คพ.ผู้เสียหายใช้สำนวนของ ป.ป.ช.เป็นหลักในการพิจารณาความรับผิดทางละเมิดจากการกระทำของจำเลยทั้งสามแล้วออกคำสั่งที่ 117/2557 ให้ชดใช้ค่าเสียหาย และศาลอาญาก็ใช้สำนวนการสอบสวนของ ป.ป.ช.ในการพิจารณาคดีเป็นหลักเช่นเดียวกัน ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช.พ.ศ.2542 มาตรา 98/1 จนกระทั่งศาลอาญามีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสาม

          ดังนั้นการที่จำเลยทั้งสามถูกฟ้องเป็นคดีอาญา และการที่ คพ.ผู้เสียหาย ออกคำสั่งเรียกให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายล้วนมาจากการกระทำมูลเหตุเดียวกันทั้งสิ้น โดยมูลความและกระบวนการต่างๆในคดีนี้จึงเป็นเรื่องมาตรการการปราบปรามการทุจริตซึ่งเป็นการกระทำความผิดทางอาญาเป็นหลัก ไม่ใช่เป็นเรื่องเกิดจากการใช้อำนาจทางปกครองอันจะเป็นการกระทำละเมิดทางปกครองที่จะเป็นอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง 

          เมื่อพนักงานอัยการ ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีอาญา และ คพ.ผู้เสียหายยื่นคำร้องว่ามีสิทธิที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับความเสียหายในทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดทางอาญาของจำเลยทั้งสาม จึงเป็นเรื่องของการกระทำความผิดอาญาที่ต้องยื่นต่อศาลที่จะพิจารณาพิพากษาคดีอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ซึ่งในการพิพากษาส่วนแพ่งศาลจำต้องถือเอาข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามมาตรา 46 กรณีจึงเป็นการที่ประมวลวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ

          คณะกรรมการฯ จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่างพนักงานอัยการ โจทก์ และ คพ.ผู้ร้อง กับ ฟ้องนายปกิต กิระวานิช จำเลยที่ 1 , นายศิริธัญญ์ ไพโรจน์พิบูรณ์ จำเลยที่ 2 และนางยุวรี อินนา จำเลยที่ 3 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ทั้งนี้ในส่วนของจำเลยทั้งสามนั้น หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาจำคุกคนละ 20 ปีแล้ว ก็ได้ยื่นประกันตัวระหว่างการอุทธรณ์ ซึ่งศาลให้จำเลยทั้งสามประกันตัวไปตีราคาประกันคนละ 2 ล้านบาท.