ข่าว

พลังงานเร่งหาทางออก แหล่งปิโตรฯทับที่ส.ป.ก.    

พลังงานเร่งหาทางออก แหล่งปิโตรฯทับที่ส.ป.ก.    

07 เม.ย. 2560

พลังงานเร่งหาทางออก แหล่งปิโตรฯทับที่ส.ป.ก.    

                  นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ(ชธ.) เปิดเผยว่า กรมฯ อยู่ระหว่างหารือกับสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) เพื่อพิจารณาแนวทางการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในพื้นที่ ส.ป.ก. ไม่ให้ขัดกับหลักกฎหมาย หลังจากช่วงต้นเดือนเม.ย.นี้ ส.ป.ก. ได้ชี้ขาดผลการตรวจสอบการเช่าที่ดิน ส.ป.ก.สำหรับดำเนินโครงการติดตั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้า 17 โครงการ สามารถทำได้โดยไม่ขัดกับหลักกฎหมาย เพราะผู้ประกอบการได้ปฏิบัติตามสัญญาอย่างครบถ้วน เกษตรกรในพื้นที่ได้ประโยชน์ และ ส.ป.ก.ได้รับค่าเช่าที่ดิน

                   “กรมฯและ ส.ป.ก.ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาแนวทางร่วมกันแล้ว ซึ่งจะเร่งเจรจาให้ได้ข้อสรุปในการพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมในพื้นที่ ส.ป.ก. โดยเร็ว โดยจะเสนอให้ใช้บรรทัดฐานเดียวกับโครงการพลังงานลม เพราะรัฐและเกษตรกรได้ประโยชน์ร่วมกัน เพื่อให้โครงการสำรวจปิโตรเลียมที่ถูกระงับการดำเนินกิจการไปก่อนหน้านี้ สามารถกลับมาผลิตปิโตรเลียมได้โดยเร็ว และไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการสำรวจปิโตรเลียมในอนาคต”

              ปัจจุบัน ยังมีโครงการการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกการใช้พื้นที่ส.ป.ก. คือ บริษัท อีโค่ โอเรียนท์ รีซอสเซส(ประเทศไทย)จำกัด ซึ่งเป็นผู้ได้รับสัมปทานปิโตรเลียมตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 และได้รับรายงานจาก ส.ป.ก.ว่ามี 5 ฐานการผลิตที่อยู่ในเขตที่ดินท้องที่ จ.เพชรบูรณ์ รวม 12 หลุมผลิต แต่ต้องหยุดดำเนินการผลิตลงไปตั้งแต่ พ.ค.2555 เพราะติดปัญหาที่ดิน ส.ป.ก.

               “กรมฯเป็นห่วงว่า หากแหล่งสำรวจและผลิตปิโตรเลียมบนบก ที่มีการผลิตน้ำมันอยู่ แล้วต้องหยุดดำเนินการผลิตไปนานๆ และกลับมาผลิตอีกครั้งอาจส่งผลกระทบต่อปริมาณการผลิต ซึ่งสุดท้ายรัฐจะเสียโอกาสจากการจัดเก็บค่าภาคหลวง”

               แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ที่ผ่านมา การประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ได้หารือถึงผลกระทบจากกรณีการใช้ประโยชน์ที่ดิน ส.ป.ก. เพื่อพัฒนาโครงการด้านพลังงานต่างๆ เช่น กิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม โครงการพัฒนาสายส่งไฟฟ้า และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน เป็นต้น โดยได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปรวบรวมข้อมูล และแนวทางลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้น เพื่อที่หน่วยงานรัฐจะหาวิธีแก้ไขปัญหาร่วมกันต่อไป

              ทั้งนี้ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ได้รายงานผลกระทบต่อกรณีหยุดผลิตปิโตรเลียมดังกล่าว ทำให้ปริมาณน้ำมันดิบหายไป 6,600 บาร์เรล และก๊าซธรรมชาติ หายไป 100 ล้านลูกบาศก์ฟุต คิดเป็นมูลค่า 30 ล้านบาทต่อวัน