ข่าว

ล่าคนร้ายทุบตู้กล้องจับความเร็ว

ล่าคนร้ายทุบตู้กล้องจับความเร็ว

06 เม.ย. 2560

ผู้กำกับการ 7 กองบังคับการตำรวจทางหลวง มอบชุดสืบสวนติดตามคนร้ายก่อเหตุทุบตู้บรรจุกล้องตรวจจับความเร็วเสียหาย

 

               กรณีคนร้ายทุบตู้สำหรับติดตั้งกล้องตรวจจับความเร็ว ทางหลวงหมายเลข 43 ระหว่างกิโลเมตรที่ 14 - 15 ต.พิจิตร อ.นาหน่อม จ.สงขลา ได้รับความเสียหาย ล่าสุด พ.ต.อ.ภาคิน ณ ระนอง ผู้กำกับการ 7 กองบังคับการตำรวจทางหลวง ได้ให้พนักงานสืบสวนติดตามหาตัวคนร้ายที่ลงมือก่อเหตุ

               พ.ต.อ.ภาคิน ณ ระนอง ผู้กำกับการ 7 กองบังคับการตำรวจทางหลวง กล่าวว่า คนร้ายลงมือในคืนวันที่ 4 เม.ย. ที่ผ่านมา หลังจากที่เวลา 18.00 น. ของวันที่ 4 เม.ย. เจ้าหน้าที่ได้นำกล้องที่ติดตั้งในตู้ออก และนำไปติดตั้งในเวลา 06.00 น. วันที่ 5 เม.ย. ก็พบว่า ตัวตู้สำหรับบรรจุกล้องถูกทุบเสียหาย

               “โทษก็คือทำลายทรัพย์สินของทางราชการ แม้ว่าจะเป็นเพียงตู้ ไม่ใช่กล้องก็ตาม ตอนนี้เจ้าหน้าที่สืบสวนกำลังตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในเส้นทางดังกล่าวว่า คนร้ายที่ลงมือก่อเหตุเป็นใคร เบื้องต้น คาดว่าน่าจะเป็นคนในพื้นที่บริเวณนั้นที่ได้รับใบสั่งจากการขับรถด้วยความเร็วเกิน 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มากกว่า 1 ใบ ทำให้ไม่พอใจ”

               พ.ต.อ.ภาคิน กล่าวว่า ปัจจุบันการติดตั้งกล้องตรวจจับความเร็วแบบอัตโนมัติในพื้นที่ จ.สงขลา มีอยู่ 2 จุด คือ ทางหลวงหมายเลข 43 ระหว่างหาดใหญ่ - นาหม่อม และทางหลวงหมายเลข 43 ระหว่างหาดใหญ่ - รัตภูมิ ซึ่งเหตุที่ต้องมีการติดตั้งใน 2 จุดนี้ เนื่องจากเป็นจุดเสี่ยงที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยมาก สร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน สาเหตุจากการขับรถด้วยความเร็วสูง

               “การติดตั้งกล้องตรวจจับความเร็วแบบอัตโนมัติทั้ง 2 จุด จะนำกล้องไปติดตั้งในตู้หรือกล่องที่สร้างไว้แบบถาวร ตั้งแต่เวลา 06.00 - 18.00 น. ของทุกวัน จากสถิติการตรวจจับความเร็วเกิน 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในแต่ละจุดประมาณกว่า 1,000 คันต่อวันเลยทีเดียว”

               ผู้กำกับการ 7 กองบังคับการตำรวจทางหลวง กล่าวต่อว่า หลังจากที่คนร้ายทุบตู้หรือกล่องสำหรับบรรจุกล้องตรวจจับความเร็วครั้งนี้ อาจจะต้องเปลี่ยนวิธีการใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจในการนำกล้องตรวจจับความเร็วไปใช้แทนการติดตั้งแบบอัตโนมัติก่อนสักระยะหนึ่ง ซึ่งการใช้เจ้าหน้าที่ในการยิงเครื่องตรวจจับความเร็วแทนการติดตั้งกล้องแบบอัตโนมัติมีความแตกต่างกัน

               การติดตั้งแบบอัตโมมัติจะดีกว่า เพราะไม่ต้องกลัวแดด กลัวฝน หรืออ่อนล้า แต่หากใช้เจ้าหน้าที่ก็ต้องหลบฝน ถ้าฝนตก ทำให้ไม่สามารถบันทึกการกระทำความผิดได้ตลอดเวลา เหมือนการตรวจจับแบบติดตั้งอัตโนมัติ