
“ห้ามนั่งแค็บ-ท้ายกระบะ"ก่อนใช้ม.44แนะถามชาวบ้าน
นักวิชาการ จวบยับ!! “ห้ามนั่งแค็บ-ท้ายกระบะ”ก่อนใช้ม.44 แนะถามชาวบ้าน เหตุส่งผลกระทบวิถีชีวิตคนไทยในชนบทมาก
ผศ.ดร.รัฐกรณ์ คิดการ ประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย(ทปสท.) กล่าวกับ“เวบไซด์คมชัดลึก” ว่าแม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ประกาศใช้ในวันที่ 6 เมษายน 2560 นี้ โดยมีสาระสำคัญ ซึ่งเกี่ยวกับการออกกฎหมายที่แตกต่างไปจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้านี้ กล่าวคือ มาตรา 77 “รัฐพึงจัดให้มีกฎหมายเพียงเท่าที่จำเป็น และยกเลิกหรือปรับปรุง กฎหมายที่หมดความจำเป็น หรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือที่เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิต หรือการประกอบอาชีพโดยไม่ชักช้า เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชน และดำเนินการให้ประชาชน เข้าถึงตัวบทกฎหมายต่าง ๆ ได้โดยสะดวกและสามารถเข้าใจกฎหมายได้ง่าย เพื่อปฏิบัติตามกฎหมาย ได้อย่างถูกต้อง”
วรรคสอง ระบุ “ก่อนการตรากฎหมายทุกฉบับ รัฐพึงจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายอย่างรอบด้านและเป็นระบบ รวมทั้งเปิดเผย ผลการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์นั้นต่อประชาชน และนำมาประกอบการพิจารณา ในกระบวนการตรากฎหมายทุกขั้นตอน”
แต่ในมาตรา 265 ยังคงให้คสช.ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป และมีอำนาจออกประกาศ คำสั่ง ม.44 ตามรัฐธรรมนูญ(ฉบับชั่วคราว) ปี 2557 ได้ต่อไป จนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่เข้ามารับหน้าที่แทน และในมาตรา 279 ยังกำหนดให้ประกาศ คำสั่งคสช.ที่ออกก่อนหน้านี้ รวมทั้งประกาศ คำสั่งที่จะออกหลังจากนี้ ตามมาตรา 265 วรรคสอง มีผลบังคับใช้ต่อไป การยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมประกาศ คำสั่งคสช.ต้องตราเป็นพระราชบัญญัติ ยกเว้นคำสั่งทางการบริหาร ให้อำนาจนายกรัฐมนตรี หรือมติคณะรัฐมนตรียกเลิกได้ แล้วแต่กรณี
ผศ.ดร.รัฐกรณ์ กล่าวอีกว่า นั่นคือคำสั่งคสช.ตาม ม. 44 ที่ออกมาก่อนหน้านี้ยังคงมีผลบังคับใช้ และรัฐบาลคสช.ยังสามารถออกคำสั่งตาม ม. 44 โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 265 รัฐธรรมนูญใหม่ได้ต่อไป แต่นับจากนี้สิ่งที่คสช. ควรคำนึงในการออกประกาศ คำสั่งตามม.44 คือ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญใหม่ ตามมาตรา 77 ที่ระบุ “รัฐพึงจัดให้มีกฎหมายเพียงเท่าที่จำเป็น และยกเลิกหรือปรับปรุง กฎหมายที่หมดความจำเป็น หรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือที่เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิต หรือการประกอบอาชีพโดยไม่ชักช้า เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชน” และวรรคสอง “ก่อนการตรากฎหมายทุกฉบับ รัฐพึงจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นนจากกฎหมายอย่างรอบด้านและเป็นระบบ รวมทั้งเปิดเผย ผลการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์นั้นต่อประชาชน และนำมาประกอบการพิจารณา ในกระบวนการตรากฎหมายทุกขั้นตอน”
ผศ.ดร.รัฐกรณ์ กล่าวย้ำว่า ดังนั้น ต่อจากนี้ไปแม้ว่าคสช.จะยังคงมีอำนาจออกประกาศ คำสั่งตาม ม. 44 ได้แต่ก็ควรออกเท่าที่จำเป็นและควรพิจารณาให้รอบคอบรอบด้าน ถึงผลดี-ผลเสีย ผลกระทบ และไม่เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิต การประกอบอาชีพ หรือเป็นภาระแก่ประชาชน เฉกเช่น กรณีการออกคำสั่ง ม.44 ห้ามผู้โดยสารนั่งแค็บ และนั่งท้ายรถกระบะ ที่ส่งผลกระทบกับวิถีชีวิตส่วนใหญ่ของคนไทยโดยเฉพาะในชนบทเป็นอย่างมาก จนทำให้มีผู้ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยเป็นจำนวนมากอยู่ในขณะนี้
“รวมถึงกรณีสถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่มีผู้เสนอให้ใช้คำสั่งตามม.44 มาบังคับใช้ในการแต่งตั้งอธิการบดีคนนอก(เกษียณอายุราชการ) ของมหาวิทยาลัยที่ยังเป็นส่วนราชการ ซึ่งขัดต่อกฎหมาย(ตามแนวทางคำพิพากษาศาลปกครอง) รวมถึงเมื่อแต่งตั้งแล้วก็ไม่สามารถรับเงินเดือนและค่าตอบแทนจากงบประมาณแผ่นดินได้ ต้องนำเงินรายได้(ค่าเทอม)มาจ่ายแทน ทำให้ส่งผลกระทบกับงบประมาณที่ใช้เพื่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ซึ่งกำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอยู่ในขณะนี้”ผศ.ดร.รัฐกรณ์ กล่าว



