พ่อแม่ปลูกฝังลูกให้มีความขยันหมั่นเพียร ตามรอยพระราชา
ตลอดทั้งวันมีประชาชนจากทั่วสารทิศเดินทางมาต่อแถวเข้ากราบพระบรมศพอย่างต่อเนื่องท่ามกลางสภาพอากาศเป็นใจ เย็นสบายสลับกับแดดอ่อน
วันที่ 6 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการเดินทางเข้ากราบสักการะพระบรมศพในพระบรมมหาราชวังในวันนี้ เจ้าหน้าที่เปิดประตูเวลา 04.45 น.ตลอดทั้งวันมีประชาชนจากทั่วสารทิศเดินทางมาต่อแถวอย่างต่อเนื่องท่ามกลางสภาพอากาศเป็นใจ เย็นสบายสลับกับแดดอ่อนๆ
น.ส.สุดารัตน์ ชื่นชม อายุ 18 ปี ชาวจังหวัดแพร่ นักศึกษาสาขาวิชาสถาปัยกรรมศาสตร์ วิทยาลัยเทคนิคแพร่ กล่าวหลังจากเข้ากราบสักการะพระบรมศพว่า วันนี้อากาศดีมากและรอไม่นาน ตัวเองพร้อมญาติๆ รวม 5 คนออกเดินทางมาจากบ้านเกิดโดยรถไฟตั้งแต่ 1 ทุ่มมาถึงสนามหลวงจุดพักรอในเวลาตี 5 และได้เข้ากราบเวลาประมาณ 6 โมงเช้าทุกคนตั้งใจมากประกอบกับเป็นช่วงปิดเทอมของหลานๆ จึงมีความสะดวก ถือว่าเป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่จะได้ใกล้ชิดกับในหลวง ร.9 แม้จะเป็นครั้งที่รู้สึกใจหาย เพราะไม่อยากให้มีวันนี้ แต่ก็ตื้นตันใจที่ได้มา
"ป้าเล่าให้ฟังว่าประมาณ 40 ปีก่อน ในหลวง ร.9 และพระราชินี เสด็จพระราชดำเนินมาที่จ.แพร่ เพื่อเยี่ยมประชาชน และพระราชทานโครงการเกี่ยวกับน้ำ ไม่ว่าจะเป็นเขื่อน ฝาย เพื่อให้เกษตรกรมีน้ำไว้ใช้อุปโภคบริโภคยามหน้าแล้ง ซึ่งที่แพร่จะแล้งมาก โครงนี้ช่วยชาวบ้านได้มาก นอกจากนี้ยังช่วยเหลือชาวเขาให้มีอาชีพยั่งยืนจะได้ไม่ต้องย้ายถิ่นฐานบ่อยๆ ส่วนตัวแม้เกิดไม่ทันขณะที่พระองค์เสด็จฯ ทรงงานตามที่ต่างๆ แต่ก็ได้รับรู้จากคำบอกเล่าและตามสื่อต่างๆ รู้สึกรักท่านมาก ทรงทำเพื่อคนไทยจริงๆ ท่านเป็นแบบอย่างทุกเรื่อง ตั้งใจว่าจะทำความดี เป็นคนดี สร้างคุณค่าให้ตัวเอง ถวายเป็นพระราชกุศล" น.ส.สุดารัตน์ กล่าว
เพราะเป็นช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อนว่างจากการสอนนักศึกษาประกอบกับลูกๆ ก็หยุดเรียน จึงทำให้พ่อพิมพ์และแม่พิพม์แห่งชาติอย่างครอบครัว ประสงค์จันทร์ นำโดย นายปิยะ-นางณิชา 2 อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย จ.สงขลา ได้พาลูกๆทั้ง 3 คน อย่าง น.ส.ณัฐณิชา-ดช.ณัฐนันท์-ดช.ณัฐชนา เดินทางมาสักกราบสักการะพระบรมศกพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยเดินทางถึงท้องสนามหลวงเมื่อเวลา 08.00 น.โดย นางณิชา กล่าวภายหลังที่สักการะพระบรมศพเสร็จแล้วว่า สำหรับตนมาเป็นครั้งที่ 2 แล้ว โดยก่อนหน้านี้ได้พาคุณพ่อคุณแม่มา และครั้งนี้เห็นว่าเป็นช่วงปิดภาคเรียน จึงพาลูกๆมากราบสักการะพระบรมศพในหลวง ร.9 ให้ได้สักครั้งในชีวิต ทุกครั้งที่มาล้วนเต็มไปด้วยความรู้สึกปลาบปลื้มใจ เป็นสุขใจ ที่มีโอกาสได้มาทำหน้าที่ลูกที่ดีเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อถวายพ่อหลวงของเรา ที่ผ่านมาพระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกายอย่างหนักเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่อาณาประชาราษฎ์ ทุกพื้นที่ไม่ว่าจะธุรกันดารเพียงใดพระองค์ก็มิเคยย่อท้อ และด้วยความเพียรพระวิริยะอุตสาหะของพระองค์นี้เองจึงเป็นแนวทางให้ตนและครอบครัวยึดถือไปดำรงชีวิตอย่างมั่นคง พร้อมส่งต่อความพอเพียงอันเป็นปรัชญาที่มั่นคงให้กับลูกๆด้วย
“เวลาที่เราไปศึกษาดูงานที่ในโครงการพระราชดำริฯของพระองค์อย่าง โครงการหลวงฯซึ่งอยู่บนพื้นที่ดอยสูง ขนาดทุกวันนี้มีความสะดวกสบายด้านการคมนาคม เรากว่าจะเดินทางไปถึงยังรู้สึกเหนื่อนและเวียนหัว แล้วคิดดูว่าสมัยก่อนที่ในหลวง ร. 9 เสด็จฯไปจะธุรกันดารขนาดไหน และเราในฐานะที่เป็นครูก็จะนำหลักคำสอนเรื่องความอดทนความเพียรของพระมหาชนก ดังบทพระราชนิพนธ์ของในหลวง ร.9 ไปสอนเด็กๆให้มีความเพียรพยายามในการศึกษาเล่าเรียน ทำหน้าที่ของลูกให้ดีที่สุดเพื่อออกไปเป็นผู้ใหญ่ที่ดีของสังคม ส่วนในครอบครัวของเราเองก็จะสอนให้ลูกๆทั้ง 3 คนรักและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ดำรงคู่กับสังคมไทยตลอดไป ดังนั้นทุกปีของโรงเรียนปิดเทอม เราก็จะพาลูกๆไปเที่ยวชมโครงการในพระราชดำริฯของในหลวง ร.9 ตามจังหวัดต่างๆปีละครั้ง เพื่อให้พวกเขาได้ซึมซับในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวง ร.9 และน้อมนำสิ่งที่พระองค์ทรงสั่งสอนไว้ไปใช้ในการดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นคง เพราะเราเชื่อเสมอว่าร้อยคำพูดไม่ได้ผลดีเท่ากับการเห็นด้วยตาและนำไปปฏิบัติด้วยใจ” นางณิชา เล่าด้วยความภาคภูมิในใจ
ทั้งนี้ สรุปยอดรวมประชาชนที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ เมื่อวันที่ 5 เม.ย. มีจำนวนทั้งสิ้น 27,488 คน รวม 154 วัน มี 5,893,843 คน และมีการถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศล 1,917,307 บาท รวม ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้เป็นเงินทั้งสิ้น 484,790,942.26 บาท



