
“The Italian job” เมื่ออิตาเลียนครองบอลอังกฤษ
ธนรัชต์ คูสมบัติ
บทความนี้เขียนก่อนเกมพรีเมียร์ ลีก คู่ระหว่าง “เชลซี” กับ “แมนเชสเตอร์ ซิตี้” จะเริ่มขึ้น ในคืนวันพุธ ที่ 5 เมษายน แต่ไม่ว่าผลการแข่งขันจะออกมาอย่างไร ทีมสิงโตน้ำเงินครามก็ยังอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบสำหรับการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษได้ในฤดูกาลนี้อยู่ดี
ซึ่งถ้าทำได้สำเร็จจะทำให้ “อันโตนิโอ คอนเต้” กลายเป็นโค้ชอิตาเลียน คนที่ 4 ที่ได้แชมป์พรีเมียร์ลีก ต่อจาก คาร์โล อันเชลล็อตติ, โรแบร์โต มันชินี่ และ เคลาดิโอ รานิเอรี ทันที
ที่ผ่านมาพรีเมียร์ลีก มีโค้ชต่างชาติมาแล้ว 63 คน จาก 17 ชาติ(ไม่นับรวมชาติในสหราชอาณาจักร) แต่ที่สามารถพาทีมเป็นแชมป์ลีกได้มี 4 แค่ชาติ ซึ่งคอนเต้ กำลังจะทำให้โค้ชอิตาเลียน เป็นชาติที่คว้าแชมป์ได้มากที่สุดในเมืองผู้ดี
เตรียมสร้างสถิติโค้ช ”อิตาเลียน”
นับตั้งแต่ “โฮเวิร์ด วิลกินสัน” พาลีดส์ ยูไนเต็ด เถลิงแชมป์ในฤดูกาล 1991-1992 เป็นเวลานานกว่า 25 ปีแล้วที่แชมป์ลีกสูงสุดไม่ได้นำทีมโดยโค้ชชาวอังกฤษ
กระทั่งเปลี่ยนชื่อมาเป็น “พรีเมียร์ลีก” หากไม่นับ “เคนนี่ ดัลกลิช” และ “เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน” ที่เป็นชาวหราชอาณาจักร กุนซือต่างแดนที่พาทีมได้แชมป์ มีเพียงแต่ 4 ชาติ คือ ฝรั่งเศส 3 ครั้ง โปรตุเกส 3 ครั้ง อิตาลี 3 ครั้ง และชิลี 1 ครั้ง
โดย 3 ครั้งของโปรตุเกส และ ฝรั่งเศส เกิดขึ้นกับกุนซือเพียงแค่คนเดียวคือ “โชเซ่ มูรินโญ” และ “อาร์แซน เวนเกอร์” แต่สำหรับ 3 ครั้งของอิตาลี เกิดขึ้นจากกุนซือสามคนไมซ้ำหน้ากัน (อันเชลล็อตติ,มันชินี่ และรานีเอรี่) ซึ่งตอนนี้กำลังรอครั้งที่ 4 ด้วยน้ำมือของกุนซือคนที่ 4 อย่าง “อันโตนิโอ คอนเต้”
ที่สำคัญจะสร้างสถิติโดยของโค้ชอิตาลี ที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 4 ครั้งในรอบ 8 ฤดูกาลหลังสุด เป็น “The Italian Job” ที่สมบูรณ์แบบ
“โคเวอร์ชีอาโน่” กำเนิดแห่ง “คาเตนัชโช่”
หากนับเฉพาะตั้งแต่ก่อตั้งพรีเมียร์ลีก ปัจจุบันมีกุนซือชาวอิตาเลียนสอริรวมแล้ว 10 คน แต่ก็ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จไปซะทุกคน อัตติลิโอ ลอมบาร์โด้ ที่เคยคุม คริสตัล พาเลซ ไปจนถึง ฟรานเชสโก้ กุยโดลิน ของ สวอนซี และ วอลเตอร์ มัซซารี่ ของวัตฟอร์ด ก็ต้องถือว่าล้มเหลวไม่เป็นท่า
แต่ถ้าลองพิจารณาผู้จัดการทีมอิตาเลียน ที่ยกตัวอย่างมาในข้างต้นทั้ง 4 คนนั้น แต่ละคนต่างก็มีลักษณะพิเศษออกไป อันเชลล็อตติ จะเน้นการภาคปฏิบัติที่สามารถเอาไปใช้ได้กับสถานการณ์จริง มันชินี่ มีบุคลิกเย็นชา ไม่โผงผาง ขณะที่รานิเอรี แพรวพราวด้วยกลุยุทธ์ ส่วนคอนเต้ มีความเป็นนักรบ อยู่ในตัวสูง
ซึ่งพื้นฐานของกุนซือทีมอิตาเลียนส่วนใหญ่ต่างผ่านสถาบันฟุตบอล “โคเวอร์ชีอาโน่” (Coverciano) มาแล้วทั้งนั้น โดยสถาบันแห่งนี้สร้างนักเตะทีมชาติและโค้ชมากฝีมือมานับไม่ถ้วนมามากกว่า 60 ปี มีแนวทางหลักๆคือเน้นเรื่องการเตรียมและศึกษาแผนการเล่น หรือที่เรารู้จักในนามของ “คาเตนัชโช่” ซึ่งเรื่องเหล่านี้โค้ชชาวอิตาเลียนส่วนใหญ่แม้ว่าจะไม่ได้ผ่านสถาบันโคเวชชีอาโน่มา แต่ก็ได้รับอิทธิพลแนวคิดดังกล่าวมาไม่น้อย
ครั้งหนึ่ง “เทรเวอร์ ฟรานซิส” อดีตนักเตะทีมชาติอังกฤษ ที่เคยไปเล่นกับ ซามพ์โดเรีย เคยพูดถึงความแตกต่างระหว่างฟุตบอลอิตาลีกับอังกฤษว่า ที่อิตาลีเวลาไปที่สนามซ้อมจะมีความรู้สึกเหมือนกำลังไปโรงเรียน โดยมีครูที่เข้มงวดกวดขันคอยดูแล นอกจากนี้ โฮเวิร์ด วิลกินสัน ที่เคยไปชมการซ้อมของเอซี มิลาน ในยุคที่ “ฟาบิโอ คาเปลโล่” คุมทีม พบเรื่องที่น่าสนใจ คือการเตรียมแผน มีตั้งแต่ แผน 1 ไปจน แผน 2 แล้วอาจจะไปสู่แผน 3 ได้ ซึ่งผู้เล่นจะต้องเข้าใจและนำทุกแผนไปใช้ในสนามให้ได้ด้วย
ความสร้างสรรค์ทดแทนความไร้วินัย
อย่างไรก็ตามอาจมีความย้อนแย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับลักษณะนิสัยของคนอิตาเลียนนั้นไม่ใช่คนที่ชอบอะไรที่เป็นกฎเกณฑ์ข้อบังคับตายตัว ภาพสะท้อนที่เห็นได้ชัดคือภาวะปัญหาหนี้สาธารณะที่กระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ ก็มาจากความไร้ระเบียบวินัยของคนอิตาเลียน ดังนั้นแนวทางฟุตบอลที่เป็นแบบแผนเช่น “คาเตนัชโช่” ทำไมคนอิตาเลียนถึงทำได้ดีทั้งการเป็นผู้เล่นหรือผู้ฝึกสอน
คำตอบสำหรับเรื่องนี้อาจจะต้องดูถึงเรื่องอื่นประกอบ แม้ว่าคนอิตาเลียนจะไม่ได้ขึ้นชื่อเรื่องวินัย แต่ก็มีนิสัยความเป็นปัจเจกสูง มีความคิดสร้างสรรค์ มีมาตรฐาน พิถีพิถัน และชอบความสมบูรณ์แบบ(Perfectionist) ดังจะเห็นได้จากงานศิลปะระดับโลก แม้กระทั่งการสร้างสุดยอดรถสปอร์ต ทำให้เหมาะกับแผนการเล่นฟุตบอลที่สุดเขี้ยว เพราะฟุตบอลไม่ใช่กีฬาที่ใช้แต่เฉพาะพละกำลัง ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์และอิสระในการเล่นด้วย ซึ่งทำให้เหมาะกับอุปนิสัยของชาวอิตาเลียนพอดี
ทราบกันดีอยู่แล้วว่า “อิตาลี” มีสุดยอดกุนซือฝีมือดีมากมายที่มีผลงานสะท้านโลก ไม่ว่าจะเป็น มาร์เชลโล ลิปปี, ฟาบิโอ คาเปลโล่ หรือ โจวานนี่ ตราปัตโตนี
ทั้งหมดนี้นอกจากเรื่องฝีมือแล้วยังเป็นอิตาเลียนชนที่มีบุคลิกที่เป็นลักษณะเฉพาะตัวเด่นชัด
อีกทั้งมักมีการเปรียบเทียบถึงความคล้ายคลึงเรื่องอุปนิสัยระหว่างคน “อิตาลี” กับ คน “ไทย” อยู่เสมอ
ซึ่งถ้า “โค้ช” ทีมชาติไทยคนใหม่จะเป็นอิตาเลียนล่ะ? มีใครสนใจไหม?



