ข่าว

ลากเลือกตั้งปี62!! เป็นไป หาก สนช. โหวตตก กม.ลูก 

ลากเลือกตั้งปี62!! เป็นไป หาก สนช. โหวตตก กม.ลูก 

05 เม.ย. 2560

วงวิชาการมองไทย หลังรธน.ใหม่ ไร้ความเปลี่ยนแปลง เหตุมุ่งแก้โจทย์การเมือง "ปริญญา" เชื่อวันเลือกตั้งจ่อลากยาว ปี 62 หาก กม.ลูก สะดุดชั้นลงมติของ "สนช."

 

 

          5 เม.ย. 60 - มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงานเสวนาวิชาการ เรื่อง "ทิศทางประเทศไทย ภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่" เนื่องในวันสัญญา ธรรมศักดิ์ ประจำปี 2560 โดยมีนักวิชาการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม      
          โดยนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฐานะผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย เชื่อว่าเมื่อประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวรประกาศใช้ วันที่ 6 เม.ย. จะมีความชัดเจนในหลายประเด็น ได้แก่ การจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่จะเกิดขึ้นภายใน 1 ปี 5 เดือน หรือ เดือนกันยายน 2561 เมื่อนับเวลาการจัดทำพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ทั้ง 10 ฉบับโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ตามกรอบเวลา 8 เดือน และส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา รวมถึงแก้ไขข้อขัดข้องที่อาจใช้เวลาประมาณ 4 เดือน อย่างไรก็ตามการจัดการเลือกตั้งหรือการมีรัฐบาลชุดใหม่ อาจเกิดได้ในช่วงตุลาคม 2561 แต่จะเป็นไปตามนั้นหรือไม่ต้องพิจารณาในปัจจัยสำคัญ คือ กระบวนการทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่อาจมีปัญหาช่วงการลงมติของ สนช. เพราะตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ได้กำหนดทางออกไว้ว่าจะดำเนินการอย่างไร ซึ่งอาจมีความเป็นไปได้ที่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ2560 อีกรอบ หากเป็นเช่นนั้นจะทำให้การเลือกตั้งช้าออกไปอีกเป็นปี 2562 ได้  
          "ผมเชื่อว่าการเลือกตั้งส.ส.จะทำได้เร็ว หาก กรธ. ส่งกฎหมายลูกที่ใช้ในการเลือกตั้ง จำนวน 4 ฉบับ คือ กฎหมายลูกว่าด้วยพรรคการเมือง, ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง, ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. และ ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ได้ในคราวเดียว ให้กับสนช.โดยไม่ต้องใช้เวลาจนครบ 8 เดือน จะทำการเลือกตั้งจะเร็วที่สุด คือ ไม่เกินเดือนมกราคม 2561 ส่วนกรณีที่ กรธ. ไม่ยอมส่งร่างกฎหมายลูกที่ใช้ในการเลือกตั้ง แม้แค่บางฉบับก็เท่ากับกรธ.ประวิงเวลาในการเลือกตั้งให้ช้าออกไป ซึ่งขอให้จับตาการทำงานของกรธ. ว่าจะเลือกฟังใครที่อยากให้การเลือกตั้งล่าช้าหรือไม่" นายปริญญา กล่าว   
          นายปริญญา กล่าวด้วยว่า แม้การเลือกตั้งส.ส.จะสามารถทำได้ แต่กระบวนการเลือกนายกฯ ในที่ประชุมรัฐสภา ที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดว่าในระยะ 5 ปี การเลือกนายกฯ ต้องใช้เสียงเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา ซึ่งใช้การลงมติของ ส.ส. ร่วมกับส.ว. ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จำนวน 250 คน ซึ่งถือเป็นเสียงข้างมาก ดังนั้นตนเชื่อว่าหาก คสช. ต้องการเป็นรัฐบาลต่อจึงมีความเป็นไปได้สูง เพราะหาเสียงส.ส.​เพียง 126 เสียง คสช. จะได้ครองตำแหน่งนายกฯ ได้ทันที  
          ขณะที่นายกิตติ ประเสริฐสุข ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฐานะผู้ทรงคุณวุฒิด้านนโยบายต่างประเทศ กล่าวว่า การประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ถือเป็นสัญญาณเชิงบวก แต่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรในสายตาประเทศสากลที่ยึดความเป็นประชาธิปไตย ซึ่งจับตาประเด็นการเลือกตั้งหลังรัฐธรรมนูญใหม่ และมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง สัญญาณเชิงบวกกับประเทศไทยจึงจะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น  
          ทางด้านนายธร ปิติดล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฐานะผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐศาสตร์ กล่าวว่า การเมืองไทยหลังรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตนมองว่าคือการถอยหลังกลับไปสู่การเมือง ในปี 2520 ยุคที่พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษดำรงตำแหน่งนายกฯ และเป็นช่วงประชาธิปไตยครึ่งใบ หรือหากเรียกให้ทันสมัยคือ ประชาธิปไตยแบบไฮบริดจ์ โดยจะไม่มีพรรคการเมืองใดได้เสียงข้างมากเกินครึ่ง ซึ่งในยุคดังกล่าวที่มีการเน้นอุตสาหกรรม การลงทุน การส่งออก และเมื่อเปรียบเทียบกับการต่างประเทศในการลงทุนลักษณะเดียวกัน ตนมองว่าสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศเข้าข่ายแย่ เพราะมีปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำของคนในสังคม และความไม่ลงตัวที่มาจากสถาบันทางการเมือง ทั้งนี้ตนมองว่าด้วยระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ที่ทำให้พรรคการเมืองใดไม่ได้เสียงข้างมาก และมีวุฒิสภาเป็นพรรคของ คสช. จะทำให้ดุลอำนาจมีการกระจายไปสู่กลุ่มต่างๆ มากยิ่งขึ้น กล่าวคือ ลดอำนาจของผู้ที่มาจากการเลือกตั้ง เพิ่มอำนาจให้กับกลุ่มทุนที่เข้าสู่ระบบการเมืองผ่านการแต่งตั้ง ข้าราชการ ดังนั้นตนเชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะไม่ตอบโจทย์ทางเศรษฐกิจ เพราะมุ่งเฉพาะแก้โจทย์ทางการเมืองเท่านั้น​  
          ส่วนนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) ฐานะผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิทธิเสรีภาพ เชื่อว่าภายหลังรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในระยะ 1ปีจากนี้ประชาชนจะไม่มีส่วนร่วมต่อการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ, การกำหนดมาตรฐานจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง, กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ทั้ง 10 ฉบับ, กระบวนการปฏิรูปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด, การมีส่วนร่วมต่อการกำหนดการเลือกตั้ง แม้ประชาชนจะมีสิทธิในช่วงของการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ไม่มีพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ซึ่งเท่ากับการเซ็นต์เช็คเปล่าไปให้กับคนที่ออกกฎหมาย อย่างไรก็ตามแม้จะมีรัฐธรรมนูญใหม่ใช้บังคับ แต่ประกาศและคำสั่งของคสช. ที่มีเกือบ 200 ฉบับ อาทิ การให้คดีการเมืองของพลเรือนขึ้นศาลทหาร, ให้อำนาจทหารควบคุมตัวได้ 7 วัน , ให้หัวหน้า คสช.​ มีอำนาจพิเศษ ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ยังคงใช้บังคับต่อไป จึงถือว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่มีความหวังต่อประชาชน ยกเว้นใน 2 ประเด็น คือ สิทธิเสนอร่างกฎหมาย และยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ.