
การแสวงหาทางเลือกอันเป็นทางรอด
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้พูดถึง โจเซฟ สติกลิตซ์ (Joseph Stiglitz) ปรมาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ระดับโลกที่มีรางวัลโนเบล ปี 2544 เป็นเครื่องการันตีความรู้ความสามารถ ได้ตอกย้ำให้เอเชียตระหนักถึงความล้มเหลวของระบบทุนนิยมแบบเก่าๆ ที่ครอบงำเอเชีย และเอเชียจำเป็นต้อ
ซึ่งวิสัยทัศน์ดังกล่าวได้บอกเป็นนัยๆ ว่า เอเชียกำลังดิ้นรนแสวงหาทางเลือกอันเป็นทางรอด (เมื่อไม่นานมานี้ตลาดหุ้นในจีนก็เกิดการผันผวนอย่างหนัก) นักวิเคราะห์อยากเห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเอเชียครั้งนี้ เป็นรูปตัววี (V) ไม่ใช่ดับเบิลยู (W) ที่ขึ้นแล้วก็ตก ตกแล้วก็ขึ้น เป็นภาระกรรมซ้ำซากแบบที่ผ่านมา
มีกระแสของการเปลี่ยนแปลงที่สอดรับกับการแสวงหาทางเลือกใหม่ๆ ในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองในเอเชียเกิดขึ้นที่ญี่ปุ่นที่พรรคประชาธิปไตยญี่ปุ่น (ดีพีเจ) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่มีนโยบายในเชิงปฏิรูป (กลาง-ซ้าย) ของ ยูกิโอะ ฮาโตยามะ ที่เอ็กซิทโพลล์ของญี่ปุ่นหลายสำนักคาดการณ์ว่าจะกวาดที่นั่งไปได้ถึง 308 ที่นั่ง จากสภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่นที่มีที่นั่งรวม 480 ที่นั่ง ขณะที่พรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) อันเก่าแก่คาดว่าจะรักษาที่นั่งได้เพียง 119 ที่นั่ง คงไม่มีใครสามารถปฏิเสธนะครับว่ากระแสคลื่นลมแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเอเชียได้ก่อตัวขึ้น และคงไม่มีใครปฏิเสธนะครับว่าญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในชาติมหาอำนาจของเอเชียที่ไม่ได้น้อยหน้าอินเดียและจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำนาจทางด้านเศรษฐกิจและการลงทุนในโพ้นทะเล
การที่พรรคประชาธิปไตยญี่ปุ่น (ดีพีเจ) ซึ่งเป็นพรรคที่มีนโยบายในลักษณะการเดินสายกลางค่อนออกไปทางเอียงซ้ายนิดๆ สามารถยุติการครองอำนาจอันยาวนานของพรรครัฐบาลญี่ปุ่นในปัจจุบันที่มีนโยบายเชิงอนุรักษนิยมแบบสุดโต่งที่เข้ามาบริหารประเทศมาอย่างต่อเนื่องยาวนานนับตั้งแต่พ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 โดยร่วมกับกลุ่มทุนและกลุ่มข้าราชการหัวอนุรักษ์สร้างชาติ เป็นการสร้างประเทศญี่ปุ่นจากไม่มีอะไร ไปสู่ความมั่งคั่งด้วยมันสมองและสองมือจริงๆ ครับ ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจนะครับว่าพรรคเก่าแก่ที่ครองอำนาจต่อเนื่องยาวนานกว่า 50 ปี ต้องมีอันเปลี่ยนแปลงไป กระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้ส่งสัญญาณว่า นับแต่นี้ ญี่ปุ่นจะเป็นอิสระจากการถูกครอบงำจากสหรัฐมากขึ้น และจะหันมาเสริมสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียมากขึ้น
สำหรับผมแล้วประเด็นที่น่าสนใจ คือ ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่น คือ ยูกิโอะ ฮาโตยามะ คนนี้แหละครับ ประกาศว่าจะใช้นโยบายกระตุ้นการใช้จ่าย เพื่อกอบกู้สภาวะเศรษฐกิจของญี่ปุ่นที่ตกต่ำที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 รวมทั้งมีอัตราการว่างงานสูงถึง 5.7% ซึ่งแนวคิดของรัฐบาลใหม่มีแนวโน้มในการใช้นโยบายทางการเงิน การคลังเป็นหัวหอกเพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจนี้แหละครับ ที่จะส่งผลกระทบโดยตรงกับแนวคิดเชิงอนุรักษ์ของ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ที่จะต้องเผชิญกับแรงกดดันให้ต้องใช้นโยบายการเงิน การคลังในเชิงรุกมากขึ้น เพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่น
ผมฟันธงลงไปว่าพรรคดีพีเจคงใช้อำนาจทางการเมืองบีบให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำต่อไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยคาดการณ์ไว้ว่าอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 0.1% ไปอีกอย่างน้อย 2 ปี จนถึงปี 2554 ซึ่งหมายความว่าเงินลงทุนของญี่ปุ่นก็จะสะพัดไปทั่วทั้งภูมิภาค และเราอาจจะเห็นนวัตกรรมทางการเงิน, การลงทุนรูปแบบใหม่ๆ ในอนาคตอันใกล้
นอกจากการติดตามการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแบบน้ำเน่าของบ้านเราแล้ว ผมอยากให้ท่านผู้อ่านติดตามกระแสการเปลี่ยนแปลงของเอเชียในระดับมหภาค เพื่อให้รู้เท่าทัน จะได้เตรียมตัวเตรียมใจให้ทัน ดังนั้น อย่ากะพริบตานะครับเมื่อยักษ์แห่งเอเชียขยับตัวก็จะเกิดกระแส “คลื่นสึนามิ”แห่งการเปลี่ยนแปลงไปทั้งภูมิภาค พื้นที่หมดเอาไว้ต่อสัปดาห์หน้าครับ
ภัทรพล เวทยสุภรณ์



