
อยู่ยังไง ? เมื่อโลกไม่เคยปลอดจากยาเสพติด
"ไพบูลย์" ผลักดันอาเซียนร่วมเป็นกรรมาธิการสากลยาเสพติด หลังไทยแสดงบทบาทปรับตัวอยู่ร่วมกับยาเสพติดต่อเวทีโลกชัดเจน
5 เม.ย.60 - พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี เปิดการประชุมเพื่อเปิดรายงานประจำปีของคณะกรรมาธิการสากลว่าด้วยนโยบายยาเสพติด ฉบับที่ 6 ว่า นางรุธ เดรฟัส (Madam Ruth Dreifuss) ประธานคณะกรรมาธิการสากลว่าด้วยนโยบายยาเสพติด อดีตประธานาธิบดีประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ตัดสินใจเลือกประเทศไทยเป็นเวทีในการเปิดตัวรายงานประจำปี ฉบับที่ 6 เพราะในหลวงรัชกาลที่ 9 ผลักดันเรื่องการแก้ปัญหายาเสพติดมาตลอด และเห็นความมุ่งมั่นเปลี่ยนนโยบายยาเสพติดของรัฐบาล โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่รัฐบาลเอาจริงเอาจังจนทำให้นโยบายมีความโดดเด่น ทั้งนี้คณะกรรมาธิการชุดดังกล่าวมีศักยภาพในการทำงานทั้งในกลุ่มประเทศยุโรปและลาตินอเมริกา จึงอยากเสนอให้คนในภูมิภาคอาเซียนมีโอกาสร่วมเป็นกรรมการบ้าง เพื่อให้สมาชิกที่ร่วมต่อสู้เรื่องนโยบายยาเสพติดจะมีความภาคภูมิใจว่าสิ่งที่ต่อสู้มากว่า 2 ปี เป็นสิ่งที่เวทีโลกจับตา และที่ผ่านมาไทยแสดงออกต่อเวทีโลกชัดเจนถึงการปรับเปลี่ยนนโยบายแก้ปัญหายาเสพติดมาเป็นแนวทางปฏิบัติแนวใหม่
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวอีกว่า สำหรับเนื้อหารายงานฉบับที่ 6 ไม่แตกต่างกับสิ่งที่ไทยกำลังพยายามทำ หากเราสามารถทำให้โลกปลอดจากยาเสพติดได้จริงหรือไม่ หากจริง ก็ทำในแบบเดิมๆ คือปราบและจับคนเข้าคุกเป็นแสนๆ คน แต่บอกว่าไม่สามารถทำให้โลกปลอดจากยาเสพติดได้ก็ต้องเปลี่ยนวิธีคิด ประเทศไทยทำสงครามยาเสพติดยาวนานมากว่า 20 ปี สร้างความรับรู้เรื่องยาเสพติดว่าเป็นอาชญากรมาตลอด กระทั่งภูมิภาคอาเซียนประกาศว่านโยบายการปราบปรามยาเสพติดล้มเหลว โดยไทยเป็นประเทศที่ผลักดันให้อาเซียนเขียนยุทธศาสตร์ใหม่ 10 ปี เพื่อกำหนดว่า เราจะอยู่กับยาเสพติดได้อย่างไร ในเมื่อไม่สามารถทำให้โลกปลอดยาเสพติดได้ โดยที่การปราบปราม การป้องกัน และการบำบัดยังต้องคงอยู่ แต่ต้องลดทอนความเป็นอาชญากรรมของยาเสพติดลง โดยมีกฎหมาย 2-3 มาตรา เพื่อให้สามารถพิจารณาโทษอย่างสอดคล้องเหมาะสม และเป็นธรรม
"นโยบายยาเสพติดของไทยเดินหน้าปรับเปลี่ยนไปมากแล้ว เพียงแต่คนในสังคมอาจไม่รับรู้ เช่น การทำให้กัญชงปลูกได้โดยถูกกฎหมายเพื่อใช้ในอุตสาหกรรม แต่ยืนยันว่าไม่ใช่กัญชาแบบสุดโต่ง ใครค้าหรือมีกัญชาในครอบครองยังต้องถูกลงโทษ เราพูดถึงกัญชาให้เป็นยาพื้นบ้านในวิถีชีวิต แต่ยังจับกุมผุ้ครอบครองรายใหญ่ เราเป็นแถวหน้าในการรณรงค์ป้องกันเอดส์ เราดูแลเข็มแต่ไม่แจกเข็ม ทำไปเยอะเพียงแต่ไม่ได้สร้างความเข้าใจและเรียนรู้ว่าเราจะเดินไปตามแนวทางนี้ ในอนาคตอยากเข็นยาบ้าให้เหลือ 5 บาท การลดทอนหรือทำให้ถูกกฎหมาย คือการลดอันตรายจากยาเสพติด วันนี้เชื่อว่าสังคมไม่ได้รังเกียจนโยบายแนวนี้ แต่ต้องการความมั่นใจว่านโยบายนี้จะเดินต่อไปอย่างไร ต้องให้มีความชัดเจนและทำอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เพราะภาพที่ปรากฏยังมัวๆอยู่" พล.อ.ไพบูลย์ กล่าว
นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรอบนโยบายการแก้ไขปัญหายาเสพติดว่ามี 4 กรอบ ประกอบด้วย 1.เน้นการป้องกันบำบัดฟื้นฟู ไม่ให้เสพซ้ำ กลุ่มเป้าหมายคือผู้เสพและผู้ค้ารายย่อย ส่วนการปราบปรามเน้นผู้ค้ารายใหญ่และผู้ผลิต 2.เร่งพัฒนาระบบบำบัดให้มีประสิทธิภาพเข้าถึงได้อย่างจำเป็นและเท่าเทียม และบริการอย่างทั่วถึง 3.นำกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนตามแนวคิดประชารัฐร่วมใจมาใช้ร่วมกัน และนำผู้เสพมาบำบัดและส่งคืนสู่สังคม และ 4.ใช้มาตรการอื่นแทนการลงโทษจำคุกมาใช้กับกลุ่มเป้าหมาย โดยการกำหนดโทษให้นำพฤติการณ์ผู้กระทำผิดมาประกอบการพิจารณาโทษ ทั้งนี้ ประเทศไทยยังต้องพยายามอย่างหนักเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามกรอบสากลของรายงานประจำปีของคณะกรรมาธิการสากลว่าด้วยนโยบายยาเสพติด โดยต้องเร่งทำความเข้าใจเรื่องการลดทอนอาชญากรให้ชัดเจน สิ่งที่เดินหน้าไปแล้วส่วนใหญ่เป็นเรื่องของกฎหมาย เน้นการนำกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดมารวมกันเป็นประมวลกฎหมายยาเสพติด ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของกฤษฎีกา โดยจุดสำคัญของกฎหมายดังกล่าวคือศาลสามารถลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่ระบุในกฎหมายได้
“พ.ร.บ.วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท มีมาตราสำคัญคือ 163 ที่ระบุให้การพิจารณาโทษดูที่ความร้ายแรงของการกระทำผิดและพฤติการณ์เป็นรายกรณี ซึ่งศาลสามารถลงโทษต่ำกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดได้ ผมเห็นว่าการแก้ไขประมวลกฎหมายยาเสพติดต้องใช้ระยะเวลานาน ดังนั้นศาลยุติธรรมจึงเสนอให้แก้ไขพ.ร.บ.วัตถุออกฤทธิ์ฯให้จำเลยต่อสู้คดีได้โดยให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์เพื่อให้สามารถต่อสู้คดีได้“ ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าว
นางรุธ กล่าวว่า กฎหมายห้ามสิ่งเสพติดแทบไม่มีผลต่ออัตราการเสพ ระหว่างปี 2549-2556 จำนวนผู้เสพทั่วโลกเพิ่มขึ้น 246 ล้านคน หรือ 20% ขณะที่การจับกุมคุมขังในคดียาเสพติดทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 200,000 คนต่อปี ปัจจุบันหลายประเทศเริ่มใช้ทางเลือกอื่นแทนการลงโทษทางอาญา เช่น การปรับร่วมกับการบำบัดทางการแพทย์และมาตรการทางสังคม สำหรับรายงานการขับเคลื่อนการปฏิรูปนโยบายยาเสพติดแนวทางใหม่ ที่คณะกรรมาธิการเสนอแนะ ประกอบด้วย 1.รัฐต้องยกเลิกโทษประหารชีวิตสำหรับทุกความผิดที่เกี่ยวจ้องกับยาเสพติด 2.รัฐต้องยุติการลงโทษทั้งหมดทั้งทางแพ่ง ละอาญาสำหรับการมียาเสพอันตรายต่อผู้อื่น 3.รัฐต้องดำเนินมาตรการทางเลือกแทนการลงโทษ 4.ประเทศสมาชิกองค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็นต้องเพิกถอนการลงโทษสำหรับการมียาเสพติดในครอบครองตามสนธิสัญญาภายใน้ระบบการควบคุมยาเสพติดระหว่างประเทศ 5.รัฐต้องศึกษาแม่แบบการควบคุมยาเสพติดผิดกฎหมายทุกประเภท.



