ข่าว

100 ปีการล้มราชวงศ์โรมานอฟและการปฏิวัติรัสเซีย

100 ปีการล้มราชวงศ์โรมานอฟและการปฏิวัติรัสเซีย

07 เม.ย. 2560

โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

 

 

                    เหมือนกับผ่านพ้นมาเนิ่นนานนับจนจำเกือบไม่ได้ ที่ไหนได้ปีนี้เพิ่งจะครบรอบ 100 ปีการปฏิวัติ 1917 ในแดนหมีขาวรัสเซีย ซึ่งเริ่มตั้งแต่การล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในรัฐสมัยพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 แห่งราชวงศ์โรมานอฟเมื่อวันที่ 23 กพ. 1917 ตามปฏิทินจูเลียน อันเป็นปฏิทินเดิมที่รัสเซียเคยใช้มาก่อน (ประวัติศาสตร์รัสเซียจึงเรียกว่าปฏิวัติเดือนกพ.) หรือตรงกับเดือนมีค.ตามปฏิทินเกรกอเรียนหรือปฏิทินสากล ทำให้ทั่วโลกรู้จักการปฏิวัติในมหาจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่ทางตอนเหนือว่าการปฏิวัติเดือนมีค. ซึ่งแท้ที่จริงก็คือการปฏิวัติเดียวกันเพียงแต่เรียกต่างเดือนกันเท่านั้น ตามด้วยการปฏิวัติใหญ่อีก 2 ครั้ง
                    ครั้งสุดท้ายที่เกิดขึ้นในปลายปีนั้นก็คือการปฏิวัติบอลเชวิก ซึ่งได้เปลี่ยนชื่อในภายหลังเป็นพรรคคอมมิวนิสต์ และสามารถยึดกุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแล้วเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นสังคมนิยมภายใต้การชี้นำของพรรคคอมมิวนิสต์นำโดยวลาดิมีร์ เลนิน ผู้ก่อตั้งสหภาพโซเวียตจนได้ชื่อว่าเป็นสาธารณรัฐใหญ่ที่สุดท้ายสุดได้รับการยอมรับว่าเป็นพี่เบิ้มใหญ่ของค่ายสังคมนิยม เป็นประเทศอภิมหาอำนาจที่คานดุลอำนาจกับแดนอินทรีอเมริกา พี่เบิ้มแห่งค่ายเสรีนิยม บนเวทีการเมืองโลกเรื่อยมา
                    ระหว่างการเปลี่ยนถ่ายระบอบการปกครองใหม่ ได้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นในปีต่อมาระหว่างกองทัพแดงนำโดยพรรคบอลเชวิก กับกองทัพขาวหรือรัสเซีย ที่ต่อต้านบอลเชวิก ซึ่งยืดเยื้อเป็นเวลาหลายปี ก่อนที่รัสเซียขาวจะปราชัย จนต้องหนีกระเจิดกระเจิงไปลี้ภัยยังประเทศต่างๆ
                    ตลอดช่วง 70 ปีที่ผ่านมา สหภาพโซเวียตภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์ได้จัดงานเฉลิมฉลองชัยชนะอันยิ่งใหญ่เสมอมา ขณะที่ราชวงศ์โรมานอฟนำโดยพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ซาร์องค์สุดท้ายถูกมองว่าเป็นปิศาจร้ายที่ดีแต่เหยีบบหัวประชาชนให้จมธรณี
                    100 ปีผ่านไป ระบอบการปกครองในแดนหมีขาวรัสเซียได้เปลี่ยนไปหลากหลายรูปแบบ จากสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่สังคมนิยมสหภาพโซเวียต กระทั่งกลายเป็นสหพันธรัฐรัสเซียในปัจจุบัน ซึ่งแม้จะเป็นประชาธิปไตยแบบรัสเซียคือมีพรรคการเมืองหลายพรรคแต่พรรคที่กลายพันธุ์จากคอมมิวนิสต์ยังคงกุมอำนาจแทบจะเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
                    อย่างไรก็ดีภายหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ประวัติศาสตร์ของรัสเซียก็ถูกเขียนขึ้นใหม่ โดยแทบจะกลับตาลปัตรจากประวัติศาสตร์ที่เขียนขึ้นในสมัยคอมมิวนิสต์เรืองอำนาจ ราชวงศ์โรมานอฟค่อยๆได้รับการกู้ชื่อจนเกือบกลายเป็นสถาบันอันศักดิ์สิทธิ์เหมือนในอดีต
                    ทั้งนี้ ผลการสำรวจความเห็นของประชาชนพบว่าส่วนใหญ่เริ่มมีความคิดใหม่ว่าสงครามกลางเมืองและจลาจลต่างๆที่เกิดขึ้นเมื่อ 100 ปีที่แล้วไม่ใช่เรื่องของชัยชนะของบอลเขวิกที่ชูธงผู้ใช้แรงงงานที่ถูกกดขี่ แต่เป็นเรื่องของมหาโศกนาฎกรรม อันนำมาซึ่งการนองเลือดและความทุกข์ทนในรัสเซีย
                    กระนั้น ดูเหมือนว่ากลุ่มผู้นำในทำเนียบเครมลินยังไม่มั่นใจว่าจะมองเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในรอบ 100 ปีที่ผ่านมาในรูปไหน เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ของรัสเซียถูกเขียนขึ้นใหม่ตามการตีความของนักประวัติศาสตร์หน้าใหม่จนเกิดความสับสนได้
                    ยิ่งในตอนนี้หรือกว่า 25 ปีที่มหาอำนาจสหภาพโซเวียตถึงกาลล่มสลาย วลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำคนปัจจุบันพยายามจะบริหารประเทศแบบถ่วงดุลหรือเป็นกลางมากขึ้น มีการวางแผนว่าจะจัดประชุมสัมมนา จัดประชุมโต๊ะกลม จัดนิทรรศการและงานศิลปะรวมแล้วกว่า 500 ครั้งเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 100 ปีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประเทศ แต่จนถึงขณะนี้ดูเหมือนว่ายังไม่มีสัญญาณใดๆบ่งบอกถึงการเตรียมงานใหญ่ในโอกาสสำคัญนี้แม้แต่งานเดียว
                    หลายคนมองว่าทุกวันนี้ อดีตสายลับเคจีบีปูติน ทำตัวเหมือนกับพระเจ้าซาร์ยุคใหม่รายล้อมด้วยบรรดาบรมเอกอัครมหาเศรษฐีรุ่นใหม่ที่ถือเป็นอภิสิทธิชนรุ่นใหม่ ประชาชนต่างเหมือนกับตกอยู่ภายใต้ภายใต้มนต์สะกดของคำว่า “เสถียรภาพ ความแข็งแกร่งและความสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวกัน“ หลังจากเกิดความวุ่นวายขึ้นมามากมายหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ก่อนจะแล้วกลับมาผงาดอีกครั้ง เป็นรัสเซียที่จะอนุรักษ์คุณค่าต่างๆของอดีต
                    หลังการเดินขบวนต่อต้านผู้นำวังเครมลินครั้งใหญ่เมื่อปี 2554-2555 รวมไปถึงการล้มรัฐบาลยูเครนที่รัสเซียเคยหนุนหลังเมื่อปี 2557 ผู้มีอำนาจในวังเครมลินต่างเริ่มมีความเห็นหลากหลายมากขึ้นเกี่ยวกับการปฏิวัติประชาชนว่าอาจจะมีผลกระทบต่อการยึดกุมอำนาจของตัวเอง
                    นักวิเคราะห์หลายคนมองว่าเป้าหมายหลักของทางการในขณะนี้ก็คือการหารือเกี่ยวกับการปฏิวัติเมื่อ 100 ปีที่แล้ว เพื่อเป็นสัญญาณเตือนว่าจะไม่ยอมให้มีการลุกฮือก่อจลาจลขึ้นเป็นอันขาด
                    ขณะที่ผู้บริหารระดับสูงในทำเนียบเครมลินอาจจะต้องการลดความสำคัญของจิตวิญญาณการปฏิวัติ 1917 แต่ก็เห็นได้ชัดว่าไม่เข้าไปขัดขวางคนจำนวนหนึ่งที่โหยหาความยิ่งใหญ่ของโซเวียตรัสเซียในอดีต โดยเฉพาะก่อนหน้าที่จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปีหน้า
                    ส่วนปูตินเองได้แสดงออกให้เห็นหลายครั้งว่าเริ่มกลับมาให้ความสำคัญกับยุคสมัยที่รุ่งโรจน์ของสหภาพโซเวียต โดยเฉพาะชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยพูดว่าการล่มสลายของสหภาพโซเวียต “ถือเป็นมหันตภัยของภูมิศาสตร์การเมืองที่ใหญ่ที่สุด”ในศตวรรษที่ 20 ขณะที่พยายามจะกลับมามีบทบาทและอิทธิพลในการเมืองโลกเหมือนในอดีตอีกครั้ง
                    อนาโตลี ทอร์กูนอฟ อธิการบดีมหาวิทยาลัยชื่อดังของรัฐซึ่งปูตินได้แต่งตั้งเมื่อปีที่แล้วให้เป็นประธานคณะกรรมการจัดงานฉลอง 100 ปีการปฏิวัติบอลเชวิก โดยกรรมการประกอบด้วยนักหนังสือพิมพ์ ผู้สร้างภาพยนตร์และคริสตจักร ทอร์กูนอฟพยายามนำคณะกรรมการชุดนี้ทำงานโดยปราศจากอคติและไม่ลำเอียงไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
                    เขาปฏิเสธที่จะประทับตราการปฏิวัติปี 1917 ว่าเป็นโศกนาฎกรรมของรัสเซีย ให้เหตุผลว่าการปฏิวัติครั้งนั้นนำมาซึ่งการนองเลือดควบคู่กับการพัฒนาประเทศให้ทันสมัย แต่ก็ยอมรับว่าแม้ว่า”ความขัดแย้ง”ต่างๆเหล่านั้นยังคงมีความความเร่าร้อนและความกระตือรือล้นที่จะค้นหาความจริงต่างๆที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง แต่ก็ให้อารมณ์น้อยกว่าการล่มสลายของสหภาพโซเวียตอยู่มาก ที่สำคัญก็คือขณะนี้มีพื้นที่มากขึ้นที่จะอภิปรายกันด้วยใจที่เป็นธรรมมากขึ้น
                    ในส่วนของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 นั้นยังคงมีคำถามอยู่มากว่าตัวตนแท้จริงเป็นเช่นใด เป็นนักบุญหรือเพลย์บอย เป็นผู้นำกระหายเลือดหรือคนรักครอบครัว เป็นผู้นำที่ไร้ความสามารถหรือเป็นเหยื่อของเหตุการณ์
“จนป่านนี้ นักประวัติศาสตร์หรือแม้กระทั่งในสังคมชาวรัสเซียเองก็ยังไม่มีความเห็นที่ลงรอยเป็นหนึ่งเดียวกันว่าพระเจ้าซาร์เป็นคนเช่นไรแน่”                    บอรีส โคโลนิตสกี ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยยุโรปที่มหานครเซนต์ ปีเตอร์สเบิร์กให้ความเห็น
                    ผลการสำรจทางออนไลน์จัดทำโดยนิตยสารแทบลอยด์คอมโซโมลสกายา บร้าฟดาเมื่อเดือนที่แล้วพบว่า 33 เปอร์เซนต์มองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนั้นว่าเป็นฝีมือของ”ตำรวจลับต่างชาติ” มีแค่ 15 เปอร์เซนต์มองว่ามาจากความโลเลของพระเจ้าซาร์เอง ซึ่งตอนแรกทรงตั้งพระทัยจะให้เจ้าชายอเล็กซี พระโอรสซึ่งพระพลานามัยไม่สมบูรณ์ขึ้นเป็นรัชทายาท แต่ต่อมากลับเปลี่ยนพระทัยจะตั้งแกรนด์ดุ๊กมิกฮาอิล พระอนุชาเป็นรัชทายาท แต่เจ้าชายมืกฮาอิลทรงปฏิเสธ ท้ายที่สุดนำไปสู่การสิ้นสุดของราชวงศ์โรมานอฟ
                    พอล คูลิคอฟสกี้ ซึ่งเป็นหลานทวดของเจ้าหญิงโอลกา พระขนิษฐาในพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ และเป็นเชื้อสายโรมานอฟเพียงคนเดียวที่ยังคงพำนักอยู่ในรัสเซียชี้ว่ามักจะมีการพูดกันว่า”อะไรจะ เกิดขึ้น” ถ้าพระเจ้าซาร์ไม่ทรงสละราชย์ ซึ่งว่ากันแล้วพระองค์ก็ทรงสามารถเลี่ยงได้อย่างง่ายๆ...จริงๆแล้ว พระองค์เหมือนกับทรงถูกโดดเดี่ยว ไม่มีทั้งครอบครัวและพระสหายอยู่เคียงข้างในช่วงนาทีวิกฤตินั้น”
                    พอล คูลิคอฟสกี้ ยังอ้างผลการสำรวจล่าสุดว่ามีแค่ 20 เปอร์เซนต์เท่านั้นที่อยากจะรื้อฟื้นระบอบกษัตริย์ขึ้นมาอีกครั้ง โดยไม่จำเป็นว่าต้องเป็นราชวงศ์โรมานอฟ แต่คนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยแนวคิดย้อนยุคนี้
100 ปีการปฏิวัติล้มราชวงศ์โรมานอฟและการสถาปนาสหภาพโซเวียตอันยิ่งใหญ่จึงค่อนข้างเงียบเชียบเป็นพิเศษ