
รายงาน-หลอกผี"ยุบสภา"
ถามว่าชั่วโมงนี้ ใครจะพึงพอใจที่สุดหากว่ามีการยุบสภาเกิดขึ้นจริงๆ ???
ระหว่าง พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย หรือพรรคร่วมรัฐบาล หากจับสัญญาณจาก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่พูดทำนองไม่ยี่หระหากว่าจะต้องยุบสภา หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองใดๆ เพราะเป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดล่วงหน้า หรือจะเป็นคำพูดของ สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ส่งสัญญาณให้เตรียมพร้อมไว้ก่อนนั้น
ด้านหนึ่งอาจมองได้ว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่หวั่นเกรงใดๆ เลย แม้ว่าสถานการณ์ของพรรคและผลงานรัฐบาลขณะนี้ยังไม่ได้น้ำได้เนื้อเท่าที่ควร เพราะมัวแต่แก้ปัญหาการเมือง แต่ในด้านลึกที่ไม่ลับนั้น ต้องบอกว่า พรรคประชาธิปัตย์ก็แอบหวั่นใจลึกๆ ไม่แพ้พรรคร่วมรัฐบาลนั่นแหละ ดีไม่ดีหากชั่งตวงวัดออกมาแล้ว พรรคประชาธิปัตย์อาจอาการหนักกว่าพรรคร่วมก็เป็นได้ เพราะย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าโอกาสที่จะได้ยูเทิร์นมาเป็นรัฐบาลรอบสองนั้นมีเปอร์เซ็นต์ไม่มากนัก
เพราะฉะนั้นประเด็นการ "ยุบสภา" นั้น จึงน่าจะเป็นเพียงคำขู่ของ "อภิสิทธิ์" ที่ใช้สยบทั้งพรรคร่วมรัฐบาลและคนในพรรคประชาธิปัตย์ที่ขยันเติมเชื้อไฟเข้ามาในบ้านมากกว่า
แต่ถึงกระนั้นก็เป็นความจริงระดับหนึ่งที่ว่า "อภิสิทธิ์" นั้น เบื่อหน่ายเต็มทีกับการตกอยู่ในสภาพถูกกดดันทั้งจากพวกเดียวกันเอง และพรรคร่วมรัฐบาล ที่ขยันสร้างผลงานอย่างออกหน้าออกตาอย่าง "ภูมิใจไทย" โดยเฉพาะแรงกดดันที่ทำให้ "อภิสิทธิ์" ถึงกับต้องเสียภาวะความเป็นผู้นำต่อหน้าธารกำนัล อย่างกรณีถูกเบรกกลางที่ประชุมก.ต.ช. ในการเสนอชื่อ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ เป็นผบ.ตร.
และนั่นจึงเป็นที่มาของการนัดหารือกันในระดับ "บิ๊กเนม" ที่บ้านพักของ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ผู้อยู่เบื้องหลังพรรครวมใจไทยชาติพัฒนาเมื่อสองสัปดาห์ก่อน ในการหารือกันนั้น ชัดเจนว่าไม่มีพรรคร่วมรัฐบาลพรรคไหนเลยที่เห็นด้วยกับการ "ยุบสภา" เหตุเพราะต่างฝ่ายต่างไม่มีความพร้อมในการเลือกตั้งกันทั้งนั้น
ทั้งในแง่ของไพร่พล กระสุนดินดำ และเสบียงกรังต่างๆ !!!
ขณะเดียวกันเมื่อเทียบฟอร์มกับพรรคฝ่ายค้านที่ทรงพลังอย่างพรรคเพื่อไทยแล้ว พรรคร่วมแทบทุกพรรคต่างเกรงบารมีของ "นายใหญ่" กันทั้งนั้น
เพราะได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า แม้ตัวจะอยู่ไกล แต่ก็ยังคงเก็บเกี่ยวคะแนนนิยมทางการเมืองได้อย่างสม่ำเสมอ
พูดๆ ง่ายก็คือว่า หากยุบสภาแล้วเลือกตั้งกันใหม่วันนี้พรุ่งนี้ พรรคที่จะได้เสียงอันดับหนึ่งก็หนีไม่พ้นพรรคเพื่อไทยอีกตามเคย
ฉะนั้น ด้วยความไม่พร้อมของพรรคร่วมรัฐบาล จึงเป็นไปได้ยากที่การยุบสภาจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ หรืออย่างน้อยที่สุดหากจะเกิดขึ้นจริง ก็น่าจะพยากรณ์ไปราวๆ ปลายปีจะเป็นไปได้มากกว่า
ด้วยเหตุผลที่หนึ่ง ก็คือ..."ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553" ยังไม่มีผลบังคับใช้ ซึ่งนั่นจะเป็นตัวผลักดันให้เกิดการสร้างผลงานที่บรรดาพรรคการเมืองต่างต้องการเก็บเกี่ยวกักตุนเป็นคะแนนเสียงก่อนการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น
เหตุผลที่สอง..."นโยบายรัฐบาล" ที่ได้ดำเนินการมานั้นยังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรม การตัดสินใจยุบสภาในภาวะที่ตัวเองเป็นฝ่ายเสียเปรียบนั้น หากเลือกได้ย่อมไม่มีนักการเมืองคนใดกระทำ
เหตุผลที่สาม...สถานการณ์ทางการเมืองยัง "ไม่ถึงทางตัน" ซะทีเดียวนัก
ถึงแม้ว่าปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะ "เสื้อแดง" จะพยายามเดินเกมการเมืองทุกรูปแบบเพื่อขย่มรัฐบาลให้ยุบสภา หรือลาออกให้ได้ แต่กำลังของฝ่าย "เสื้อแดง" ก็ยังไม่เข้มแข็งพอ ทั้งนี้เป็นเพราะผลจากการ "ตัดกำลัง" จากทางฝ่ายรัฐบาล บวกกับการเดินเกมที่พลาดเองของฝ่าย "เสื้อแดง" ดังเช่นกรณีของ "คลิปเสียงนายกฯ" ซึ่งถูกสังคมตัดสินว่าเป็นจำเลยไปแล้ว
ดังนั้นเมื่อดูจากเหตุทั้ง 3 ข้อ จึงพอเห็นได้ว่ายังมีช่องทางให้รัฐบาลเก็บเกี่ยวคะแนนได้อยู่
จากการประเมินเบื้องต้นของผู้สังเกตการณ์ทางการเมือง ต่างฟันธงตรงกันว่า ระยะเวลาเหมาะสมที่จะยุบสภานั้น น่าจะอยู่ในช่วงราวๆ เดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2553 เหตุเพราะช่วงเวลาดังกล่าวนั้น เป็นจังหวะเหมาะที่ฝ่ายค้านเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล และสถานการณ์ตึงเครียดต่างๆ ทั้งจากพรรคร่วมรัฐบาล และพรรคฝ่ายค้านจะปะทุและถึงจุดแตกหักพอดี
แต่กระนั้น ก็มีข้อที่น่าสังเกตอยู่ว่า พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะที่เป็นพรรคแกนนำ และเป็นฝ่าย "เสียเปรียบ" จากการยุบสภามากกว่าเพื่อน อาจไม่รอให้ถึงเวลาฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจก็เป็นได้ ประเมิน ณ เวลานี้ หากพรรคประชาธิปัตย์สามารถปั๊มผลงานด้านบวก และสร้างความได้เปรียบทางการเมือง รวมถึงเก็บเกี่ยวคะแนนนิยมได้ภายใน 2-3 เดือนข้างหน้า
โอกาสที่การยุบสภาจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปีก็เป็นไปได้สูงเช่นเดียวกัน
เพราะต้องไม่ลืมว่า โอกาสในการได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกรอบ ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเล็กพรรคน้อยที่ร่วมรัฐบาลอยู่ในขณะนี้ มีไม่เท่ากัน
พูดง่ายๆ ก็คือ ไม่ว่าพรรคแกนนำจะเป็นประชาธิปัตย์ หรือพรรคเพื่อไทย พรรคเหล่านี้ก็สามารถร่วมได้อย่างไม่เก้อเขินอยู่แล้ว
ขณะที่ประชาธิปัตย์เอง จะตกเป็นรองทันที เพราะโอกาสที่จะได้คะแนนเป็นที่หนึ่ง เหนือพรรคเพื่อไทยนั้น ค่อนข้างหืดขึ้นคอเอาการ ฉะนั้นแล้วพรรคประชาธิปัตย์จึงจำเป็นต้องทำให้ตัวเองแน่ใจว่า มีโอกาสกลับมาเป็นรัฐบาลได้มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ถึงจะตัดสินใจยุบสภา
แต่นั่นก็ไม่ง่ายนัก สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ที่กำลังเผชิญทั้ง "ศึกนอก" และ "ศึกใน" อย่างหนักหนาสาหัส
คงต้องจับตาดูว่านายกฯ ดีกรีนักเรียนนอกอย่าง "อภิสิทธิ์" จะพลิกวิกฤติเป็นโอกาสด้วยวิธีไหน อย่างไร !!!
โต๊ะข่าวการเมือง



