
งัดตำราสู้..."ช้างหัวหมอ"แห่งกุยบุรี
ปัญหาระหว่างคนกับช้างที่ อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ เกิดขึ้นมานานแสนนาน เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรีพยายามหาวิธีที่จะให้คนอยู่กับช้างอย่างเกื้อกูลกัน ทว่าความฉลาดแสนรู้ของช้างป่าทำเอาเจ้าหน้าที่ถึงกับหัวหมุน ต้องเปิดตำรากันช้างออกจากป่าชนิดเดือนต่อเ
เมื่อครั้งลัทธิคอมมิวนิสต์คืบคลานเข้ามาในสังคมไทย รัฐบาลจึงส่งเสริมให้ประชาชนเข้าไปจัดตั้งหมู่บ้าน โดยจัดสรรที่ดินทำกินให้ตามพื้นที่ป่าเขา หนึ่งในนั้นคือบ้านพรุบอน บ้านย่านซื่อ บ้านรวมไทย ต.หาดขาม อ.กุยบุรี และกิ่ง อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ ชาวบ้านเข้าไปตั้งถิ่นฐานทำกินด้วยการปลูกไร่สับปะรด เมื่อราคาพืชผลถูกลงชาวบ้านก็ละทิ้งผลผลิต ช้างป่าก็ลงมากินพืชไร่ เมื่อสับปะรดมีราคาแพงเกษตรกรก็กลับเข้ามาทำกิน ช้างป่าจึงกลายเป็นปัญหาสำคัญ
ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี ได้สำรวจสำมะโนประชากรช้างป่าใน 2 จุด คือบริเวณอุทยานกับบริเวณป่ารอบอุทยานพบว่า ช้างที่หากินอยู่ในจุดแรกครอบคลุมพื้นที่ 605,625 ไร่ หรือ 969 ตารางกิโลเมตร มีอยู่ 168 ตัว ในจำนวนนี้มีช้างป่าหน้าใหม่มากกว่าปีก่อนๆ ส่วนช้างรอบอุทยานมีอยู่ประมาณ 40 ตัว รวมแล้วมีช้างหากินอยู่ในละแวกนี้ไม่ต่ำกว่า 200 ตัว ด้วยประชากรช้างป่าที่มีจำนวนมาก เรื่องคนกับช้างป่ากุยบุรีจึงยืดเยื้อยาวนานมาตั้งแต่ปี 2542 และนับวันจะทวีความรุนแรงขึ้น เช่น การวางยาพิษช้างหรือยิงช้างป่า เป็นต้น
เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรีหลายต่อหลายรุ่น พยายามทำความเข้าใจกับชาวบ้าน เรื่องความสำคัญของช้างป่าที่กำลังจะสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติพร้อมทั้งหามาตรการป้องกันช้างป่าลงมากินพืชไร่ หนึ่งในนั้นคือการรวมตัวจัดตั้งชมรมอนุรักษ์ช้างป่ากุยบุรี เพื่อร่วมกันหาแนวทางป้องกันและคลี่คลายปัญหาคนกับช้าง แต่การสรรหาวิธีป้องกันกลับไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่ใครหลายคนคิด เนื่องจากช้างไทยมีความฉลาดเฉลียว รู้ทันเล่ห์เพทุบายของเจ้าหน้าที่และชาวบ้าน หาวิธีแก้ได้ทุกครั้งคราไป
สำหรับวิธีป้องกันช้างลงมากินพืชไร่ของชาวบ้านมีหลายวิธี เช่น ครั้งหนึ่งเจ้าหน้าที่นำหลอดไฟเสียมาตั้งเป็นแนวรั้วกั้นป่ากับพืชที่ทำกิน เพื่อให้เกิดแสงสะท้อนช้างจะได้ตกใจหนีไป แต่วิธีนี้ใช้ได้เพียง 2-3 เดือนเท่านั้น ช้างป่าก็เรียนรู้ขึ้นเป็นลำดับว่า แสงสะท้อนกะพริบๆ จากหลอดไฟเสียไม่สามารถทำอะไรมันได้ เจ้าหน้าที่จึงเปลี่ยนมาใช้กระสุนดินเหนียวใส่หนังสติ๊กยิงก้นช้าง แรกๆ ช้างจะตกใจกลัววิ่งเข้าป่า ทว่า 2-3 วันต่อมาแทนที่จะวิ่งเข้าป่ากลับกลายเป็นว่าวิ่งเข้าหาเจ้าหน้าที่และชาวบ้านแทน จึงต้องล้มเลิกวิธีนี้ไปโดยปริยาย
เมื่อสองวิธีข้างต้นล้มเหลวเจ้าหน้าที่จึงเปลี่ยนมาใช้เสียงไล่แทน โดยใช้เสียงไซเรน เสียงหวูด หรือเสียงหวอ เข้ามาไล่ช้างป่า แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่ที่จะต้องเปลี่ยนเสียงอยู่เป็นประจำ ไม่เช่นนั้นช้างก็จะเกิดความเคยชิน กระทั่งหลังๆ มานี้เริ่มไม่ตื่นตกใจอีกต่อไป นอกจากวิธีไล่ช้างตามวิถีบ้านๆ แล้วครั้งหนึ่งเจ้าหน้าที่เคยใช้วิธีไฮเทคในแบบที่สากลใช้กัน คือ การใช้รั้วไฟฟ้าเหมือนกับที่ใช้ในฟาร์มวัวนม เมื่อช้างเดินเข้ามางวงจะโดนลวดที่มีกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ จะถูกช็อตสะดุ้งหนีไป แต่สุดท้ายช้างป่าของไทยก็หาวิธีแก้ลำได้อย่างชะงัดนัก
"ผมว่าช้างไทยของเราฉลาดมาก วิธีที่มันนำมาจัดการกับลวดไฟฟ้าทำให้เราทึ่งกับความฉลาดแสนรู้ของมัน คือ มีช้างบางตัวเอางวงยกไม้ขึ้นตีจนลวดไฟฟ้าขาด บางตัวก็ใช้เท้าถีบจนเสาล้มลง แทนที่มันจะใช้เท้าหน้ามันกลับหันหลังให้เสา แล้วใช้ขาหลังถีบเสาแทน เพราะถ้าใช้ขาหน้าจะติดงวง ทำเอาเจ้าหน้าที่กับชาวบ้านที่เฝ้าดูและเหน็ดเหนื่อยกับการติดตั้งรั้วไฟฟ้าถึงกับอมยิ้มในความฉลาดของมัน" บุญลือ พูนนิล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติกุยบุรี เล่าอย่างอารมณ์ดี
อย่างไรก็ตาม เมื่อปี 2551 อุทยานแห่งชาติกุยบุรีคิดหาวิธีการใหม่ โดยขอรับบริจาคแผ่นซีดีที่ไม่ใช้แล้วนำมาทำรั้วไล่ช้าง วิธีทำก็ง่ายๆ ด้วยการนำซีดีมาแขวนเป็นแนวยาวแล้วใช้ไฟส่องไปที่ซีดี เมื่อมีลมพัดแสงไฟกระทบกับแผ่นซีดีจะเกิดแสงสะท้อนกะพริบๆ ช้างจะตกใจกลัว แต่ผ่านไปเพียง 3 เดือน ช้างป่าก็เรียนรู้ว่าแสงไฟเหล่านั้นไม่สามารถทำอะไรมันได้ เหมือนกับเมื่อครั้งใช้หลอดไฟเสียมาทำเป็นแนวรั้ว พวกมันสามารถเดินเข้าไปใกล้ๆ และผ่านเข้าไปกินพืชไร่ได้อย่างสบาย จนต้องประกาศงดรับบริจาคซีดี เนื่องจากวิธีนี้ก็ใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป
ปัจจุบันอุทยานแห่งชาติกุยบุรีขอบริจาคลูกปงหรือประทัดยักษ์แทน เพราะเป็นอุปกรณ์ที่ส่งเสียงดังทำให้ช้างป่าตกใจกลัวแตกหนีไปได้ แต่ติดปัญหาที่ว่าในแต่ละเดือนอุทยานต้องใช้ลูกปง 200-300 ลูก ทว่าในความเป็นจริงกลับมีไม่เพียงพอกับความต้องการ
"เรามีชุดเจ้าหน้าที่ออกไปผลักดันช้างออกจากพื้นที่ทำการเกษตรตลอด 24 ชั่วโมง ถ้าใครพบเจอช้างก็จะแจ้งมา เราจะจัดส่งเจ้าหน้าที่ออกไป แต่ตอนนี้เรามีลูกปงอยู่อย่างจำกัด และการที่ผู้บริจาคจะไปซื้อมาเองก็อาจติดขัดข้อกฎหมาย ถ้าอยากช่วยเหลือก็สามารถนำเงินมาบริจาคได้ที่อุทยาน แล้วจะมีเจ้าหน้าที่พาไปซื้อ หากเกรงว่าเจ้าหน้าที่นำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่ ขณะเดียวกันก็แก้ไขเรื่องหาซื้อไม่ได้ด้วย" บุญลือแนะนำ
ขณะที่ ร.ต.สุ่น หมวกเมือง ประธานชมรมอนุรักษ์ช้างป่ากุยบุรี เปิดเผยว่า เมื่อไม่นานมานี้ชาวบ้านรวมไทย ต.หาดขาด องค์กรคุ้มครองสัตว์ป่าโลก (ดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ) อุทยานแห่งชาติกุยบุรี และชมรมอนุรักษ์ช้างป่ากุยบุรี ได้ร่วมกันประชุมหารือหาแนวทางแก้ไขปัญหาช้างป่าลงมากินพืชผลทางการเกษตร และหาแนวทางการอยู่ร่วมกันระหว่างช้างป่ากับคน มีการจัดตั้งชุดเคลื่อนที่เร็ว โดยคัดจากเจ้าหน้าที่อุทยานแบ่งออกเป็น 3 ชุด 18 นาย ไล่ช้างป่าเวลาลงมากินพืชไร่ชาวบ้าน พร้อมกับการทำบันทึกข้อมูล เพื่อวางแนวทางแก้ไขในระยะยาวต่อไป



