
ประเทศไทยยังไม่สิ้นหวัง
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ออกมาเปิดเผยตัวเลขเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศในช่วง 3 เดือนที่ 2 ของปีนี้ว่า ถ้าดูจากจีดีพีแล้วเศรษฐกิจในช่วงนี้ยังหดตัวถึง 4.9% เมื่อเปรียบเทียบกับจีดีพีในงวดเดียวกั
เลขาธิการ สศช.ยังได้กล่าวเพิ่มอีกว่า ถ้าสรุปจีดีพีทั้งปีแล้วประมาณว่าจะติดลบกว่าปีก่อนไป 3-3.5% โดยอ้างว่าเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัว
ทันทีที่โหรเศรษฐกิจที่เป็นทางการออกมาแถลงตัวเลขดังกล่าว บรรดานักวิชาการ “โหนกระแส” ต่างก็แย่งกันพูดตามสื่อต่างๆ คล้อยตามกันเป็นแถวๆ แต่บางคนก็ยังพยายามรักษาฟอร์มของตนเอง ทำหน้าเคร่งขรึมอ้างถึงตัวเลขผิดเพี้ยนไปเล็กน้อยเพียงหลักทศนิยม แต่ไม่มีรายไหนเลยที่จะให้ความเห็นว่าแล้วเราควรจะทำอย่างไรในภาวะปัจจุบันที่จะทำให้จีดีพีกลับเป็นบวกโดยรวดเร็ว อย่างมากก็เพียงให้ข้อสังเกตว่าถ้าพวกเรายังไม่เลิกเล่น “กีฬาสี” กันแล้วเศรษฐกิจก็ไม่มีวันโงหัวได้
นี่คือข้อคิดเห็นของนักวิชาการบางกลุ่มซึ่งก็ไม่ได้สร้างความหวังอะไรให้แก่ประเทศไทย
ขณะที่ฟังความเห็นของนักวิชาการด้วยใจที่ค่อนข้างจะห่อเหี่ยว ผมได้มีโอกาสเข้าไปร่วมฟังนักปฏิบัติ คือนักธุรกิจใหญ่ๆ ที่ประสบความสำเร็จเขาพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจกัน ฟังแล้วในฐานะเป็นคนไทยหัวใจก็พองโตขึ้นมานิดหนึ่งว่าประเทศไทยยังมีความหวังอยู่ เขาคุยกันว่าอย่างไร
มีผู้ตั้งประเด็นว่า “ถ้าราคาน้ำมันโลกยิ่งแพง ประเทศไทยยิ่งมีโอกาส ถ้าจัดการให้ดี...” เขาอธิบายกันว่าน้ำมันปิโตรเลียมที่ขุดจากใต้ดินถ้ายิ่งแพงก็จะยิ่งดึงราคาให้ “น้ำมันบนดิน”แพงตามขึ้น ประเทศไทยนั้นเหมาะที่จะผลิตน้ำมันบนดินไม่ว่าจากอ้อย ไม่ว่าจากมันสำปะหลัง หรือแม้จากข้าวโพด หรือน้ำมันปาล์ม และยังมีช่องทางที่จะเพิ่มผลผลิตพืชเกษตรเหล่านี้ในประเทศไทยได้อีกมาก ถ้าได้นำเอาเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ให้ถูกต้อง แทนที่จะปล่อยให้เกษตรกรปลูกไปตามยถากรรม อาศัยเทวดาเลี้ยงอย่างที่เป็นไป
เขาพูดประเด็นต่อไปว่า พื้นที่ปลูกพืชน้ำมันทดแทนนี้รวมทั้งยางพารา อาจจะต้องขยายตัวขึ้นตามความต้องการของโลก และจำเป็นต้องแย่งที่ปลูกข้าวอันเป็นพืชหลักของเรา แต่เขาคุยกันว่าพื้นที่ที่จะใช้ปลูกข้าวให้ได้ผลผลิตไม่น้อยกว่าปัจจุบันนั้นต้องการเพียง 25 ล้านไร่เท่านั้น ไม่ใช่ปลูกกระจายไปถึง 65 ล้านไร่อย่างปัจจุบัน ซึ่งผลผลิตต่อไร่เฉลี่ยจะต่ำกว่าหลายประเทศในโลก เช่น จีนและอินเดียผลผลิตต่อไร่สูงกว่าเราทั้งสิ้น เขาคุยกันด้วยว่าที่ดิน 25 ล้านไร่นั้นจะผลิตข้าวได้ไม่น้อยกว่า 65 ล้านไร่ เพียงแต่รัฐบาลทุ่มทำระบบการจัดการน้ำให้สมบูรณ์ให้เป็นระบบ ไม่ใช่ขุดบ่อเล็กบ่อน้อยกระจัดกระจายไปทั่ว สูญเงินไปเปล่าๆ เหมือนที่แล้วๆ มา
เรื่องที่เขาคุยกันยังมีมากกว่านี้ แต่หน้ากระดาษจำกัด ผมจะเล่าเพียงแค่นี้และจะจบลงด้วยความสงสัยส่วนตัวของผมเหมือนเพื่อนสื่อฯ อีกหลายคนว่า รัฐบาลเอาผู้ที่มีประสบการณ์และประสบความสำเร็จในธุรกิจของเขาไปให้คำปรึกษาดีๆ บ้างหรือเปล่า หรือเพียงแต่ห้อมล้อมด้วยคนที่มีความรู้สูงแต่ขาดประสบการณ์ ผลงานจึงเป็นอย่างที่เห็นๆ กัน
นายหนูใหญ่
[email protected]



