ข่าว

ไทยกับการเมืองใหม่ในญี่ปุ่น

ไทยกับการเมืองใหม่ในญี่ปุ่น

03 ก.ย. 2552

กระแสลมแห่งการเปลี่ยนแปลงสู่ "การเมืองใหม่ภาคประชาชน" ได้พัดผ่านจากตะวันตกสู่ตะวันออกจนเกิดปรากฏการณ์แผ่นดินสะเทือนครั้งใหญ่ เมื่อพรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) ที่บริหารประเทศญี่ปุ่นมากว่า 50 ปีถูกประชาชนยึดอำนาจคืนโดยสันติวิธีผ่านกระบวนการออกเสียงเลือกต

กระแสลมแห่งการเปลี่ยนแปลงในญี่ปุ่นครั้งนี้ได้โชยพัดมาถึงประเทศไทยด้วยเช่นกัน ซึ่งต้องเตรียมตัวรับมือกับการปรับเปลี่ยนนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ-การเมืองและการต่างประเทศของญี่ปุ่นในครั้งนี้ โดยเฉพาะผลกระทบจากการปรับเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจจากการพึ่งพาการส่งออก หันไปเน้นการเพิ่มรายได้ครัวเรือนแทน เพื่อกระตุ้นความต้องการในประเทศ แม้ว่าส่วนหนึ่งอาจจะส่งผลดีต่อประเทศคู่ค้าอย่างไทยและประเทศเพื่อนบ้านในเอเชีย แต่อีกส่วนหนึ่งอาจจะส่งผลกระทบไม่ใช่น้อยหากพรรคดีพีเจจะปัดฝุ่นนำนโยบายกีดกันสินค้ากลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง อันจะมีผลโดยตรงต่อประเทศส่งออกรวมไปถึงไทยที่ส่งอาหารทะเล สัตว์ปีกและผลไม้ไปตีตลาดญี่ปุ่น

 เช่นเดียวกับนโยบายด้านการต่างประเทศของพรรคดีพีเจซึ่งพร้อมจะปัดฝุ่นนำนโยบาย "ลุค อิสต์" หรือ "เพิ่มสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออก" มาใช้อีกครั้งหลังจากพรรคแอลดีพีเคยพยายามนำเสนอนโยบายนี้มาแล้วครั้งหนึ่งแต่ไม่ประสบความสำเร็จ ควบคู่ไปกับการคงความสัมพันธ์อันดีกับสหรัฐ เพียงแต่อาจจะเปลี่ยนไปบ้างในเมื่อพรรคดีพีเจเคยประกาศมาก่อนหน้าว่าอาจจะทบทวนเรื่องการคงฐานทัพสหรัฐในญี่ปุ่นใหม่ นอกเหนือจากทบทวนข้อตกลงการค้าเสรีหรือแม้กระทั่งทบทวนสนธิสัญญาการค้าของ 2 ประเทศ หลังจากชาวนาญี่ปุ่นได้ลุกฮือคัดค้านมาตลอด ซึ่งประเทศไทยต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดและอาจจะใช้เป็นแบบอย่างได้ในภายหลัง

 ประเด็นสุดท้ายนั้นเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับนักการเมืองไทยที่จะต้องรีบปรับเปลี่ยนแนวคิดเก่าๆ ที่มองการเมืองเป็นแค่เวทีโต้วาทีด้วยสำบัดสำนวนที่หาแก่นสารไม่ได้ หรือเต็มไปด้วยการทุจริตคอรัปชั่น ไร้จริยธรรมและไม่มีความโปร่งใส ไม่เช่นนั้นก็อาจจะเผชิญกับจุดจบคล้ายกับนักการเมืองสังกัดพรรคแอลดีพีที่ยึดติดอยู่กับความสำเร็จในอดีตของพรรคที่เคยนำพาญี่ปุ่นให้ฟื้นจากหายนะในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนมองข้ามหัวประชาชนที่เริ่มจะสุดทนกับการเมืองระบบเก่าจนต้องสอนบทเรียนให้รู้จักเข็ดหลาบบ้าง