พูดไม่เข้าหู!แรงงานพม่าแทงเพื่อนดับคาวงเหล้า
คนงานพม่าเงินเดือนออกซื้อเบียร์ดื่ม เกิดพูดจาไม่เข้าหูกันใช้ขวดทุบแตกปากฉลามแทงคอเพื่อนดับ ตร.เร่งล่าตัว-สั่งสกัดหนีออกชายแดน
เมื่อวันที่ 4 เม.ย. พ.ต.อ.อภิศักดิ์ ชูพันธ์ ผกก.สน.บางชัน เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 01.30 น.ที่ผ่านมา เกิดเหตุคนงานทะเลาะวิวาทกันและมีผู้เสียชีวิตภายใน บริษัท เปี๊ยก อนงค์ เต็นท์ ผ้าใบ จำกัด เลขที่ 125 ถ.เคหะร่มเกล้า แขวงและเขตสะพานสูง กรุงเทพฯ ตรงข้ามสำนักงานที่ดิน สาขาบึงกุ่ม จึงนำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ แพทย์นิติเวชรพ.ตร กองพิสูจน์หลักฐาน และเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู เข้าตรวจสอบ
พบที่เกิดเหตุภายในบริษัทซึ่งประกอบธุระกิจรับทำและให้เช่าเต้นท์ผ้าใบ บริเวณลานดินที่ทำเป็นสนามตะกร้อด้านหลังบริษัท พบศพนายมุ้ย อายุ 26 ปี สัญชาติเมียนม่า สวมเสื้อยืดแขนยาวสีฟ้า กางเกงยีนขายาวสีดำ รองเท้ายางหุ้มส้นสีขาว เสียชีวิตนอนหงายนอนจมกองเลือด จากการตรวจสอบพบมีบาดแผลลักษณะถูกของมีคมแทงเข้าที่ลำคอยาวประมาณ 5 ซ.ม.เป็นแผลฉกรรจ์ จำนวน 1 แผล ใกล้กันพบเเก้าอี้พลาสติกสีน้ำเงิน และสีขาวเปื้อนเลือด อีกทั้งยังพบเศษขวดเบียร์แตกเกลื่อนกลางลานตะกร้อ บริเวณโดยรอบสนามยังมีเก้าอี้พลาสติกจำนวน 6 ตัวกระจายไปคนละทิศละทางทั่วสนามตะกร้อ
จากการสอบสวน นางอนงค์ อยู่สุ่ม อายุ 52 ปี เจ้าของบริษัท ให้การว่า มีคนงานที่เป็นชาวเมียนม่าประมาณ 30 คนโดยก่อนเกิดเหตุกลับมาถึงที่บริษัทประมาณ 22.00 น.พบคนงาน 5-6 คนนั่งดื่มเบียร์กันอยู่บริเวณลานด้านหน้าที่พักคนงานจึงสั่งให้เลิกดื่ม เนื่องจากส่งเสียงดังรบกวนคนงานอื่นที่กำลังนอนพักอยู่ หลังจากนั้นจึงเข้านอนซึ่งไม่คิดว่าคนงานจะแอบไปนั่งดื่มกินกันต่อที่ลานตะกร้อด้านหลังจนเกิดเหตุสลด
ด้านนายยับ คนงานชาวเมียนม่าที่อยู่ในเหตุการณ์ ให้การว่า วันนี้เป็นวันเงินเดือนออกทางกลุ่มคนงานชาวเมียนมารวม 6 คน รวมเงินกันซื้อเบียร์มานั่งดื่มกันตั้งแต่ 1 ทุ่ม หลังจากนั้นเจ้าของบริษัทมาไล่ให้เลิกกิน แต่พวกตนหลบมานั่งกินกันต่อที่ลานตะกร้อหลังบริษัท ต่อมานายสอน อายุ 30 ปี และนายมุ้ย อายุ 26 ปีเพื่อนคนงานได้แยกตัวออกไปนั่งคุยกัน 2 คน แต่ไม่ไกลมากนัก ซึ่งได้ยินโต้เถียงกันเกี่ยวกับราคารถจักรยานยนต์ยี่ห้ออะไรแพงมากกว่ากัน คุยกันได้ซักพักเห็นนายสอนใช้ขวดเบียร์ซึ่งไม่รู้ว่าไปทุบให้แตกมาจากไหนแทงเข้าที่ลำคอนายมุ้ยไป 1 ครั้งจนเลือดไหลอาบทั่วตัวล้มฟุบลงกับพื้นทางพวกตนตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่างพากันวิ่งหนีไปคนละทิศละทาง
พ.ต.อ.อภิศักดิ์ กล่าว่า เบื้องต้นพอจะทราบแล้วว่าใครเป็นคนร้าย ซึ่งหลักเกิดเหตุคนร้ายมีรปภ.เห็นว่าคนร้ายวิ่งออกมาด้านข้างบริษัทก่อนจะโบกรถแท็กซี่ไม่ทราบทะเบียนสีชมพู หลบหนีไปทางถนนราษฏ์พัฒนา ซึ่งในเบื้องต้นได้แจ้งทางวิทยุสื่อสารให้ช่วยสกัด แต่ยังไม่พบ
ส่วนสาเหตุเบื้องต้นทราบว่าน่าจะมาจากการที่คนตายและคนร้ายที่มีการมึนเมากันทั้ง 2 ฝ่ายมีการโต้เถียงกันเกี่ยวกับราคารถจักรยานยนต์ ซึ่งขณะพูดคุยอาจมีอะไรบางอย่างไม่เข้าหูจึงทำให้คนร้ายไม่พอใจก่อเหตุดังกล่าว อย่างไรก็ตามหลังจากนี้จะนำตัวผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ไปสอบปากคำ และให้ฝ่ายสืบสวนลงพื้นที่เร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดโดยรอบที่เกิดเหตุและตามเส้นทาง เพื่อติดตามคนร้ายมาดำเนินคดี พร้อมทั้งประสานไปยังด่านตม.ต่างๆเพื่อปิดกันไม่ให้คนร้ายหลบหนีออกนอกประเทศด้วย



