
กรมเชื้อเพลิงฯชงครม.ปลายเม.ย.นี้ แผนประมูลแหล่งก๊าซหมดอายุ
โดย -โต๊ะข่าวเศรษฐกิจ
กรมเชื้อเพลิงฯ เร่งทำแผนคำนวณผลประโยชน์รัฐ ชง ครม.ปลายเม.ย.นี้ เคาะรูปแบบเปิดประมูล 2 แหล่งก๊าซหมดอายุ “สัมปทาน” หรือ “แบ่งปันผลผลิต” นักวิชาการ แนะโครงสร้างกรรมการศึกษา ตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ต้องไม่มีตัวแทนความขัดแย้งเข้าร่วม
การผลิตก๊าซธรรมชาติในพื้นที่อ่าวไทยที่จะทยอยลดลงภายใน 5-6 ปี ข้างหน้า ตามการหมดอายุสัมปทานของ 2 แหล่งก๊าซขนาดใหญ่ คือ แหล่งเอราวัณ และบงกช กำลังผลิตรวม 2,200 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน คิดเป็นกว่า 70% ของก๊าซฯที่ผลิตได้ในประเทศ นับเป็นต้นทุนเชื้อเพลิงที่สำคัญในการผลิตและความมั่นคงด้านไฟฟ้าของประเทศ
กระทรวงพลังงาน จึงเร่งดำเนินการเปิดประมูลแหล่งก๊าซเอราวัณ ในแปลงสำรวจ B10, B11, B12 และ B13 ของบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด และแหล่งบงกช ในแปลงสำรวจ B15, B16 และ B17 ของบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ที่จะทยอยสิ้นสุดอายุสัมปทานในปี 2565 และ 2566 โดยจะต้องจัดประมูลให้เสร็จสิ้นภายในปีนี้ เพื่อรักษาความต่อเนื่องในการผลิตก๊าซ แต่เนื่องจาก 2 แหล่งก๊าซดังกล่าว เคยได้รับการต่ออายุสัมปทานไปแล้ว 1 ครั้ง ตามกฎหมายเดิมไม่สามารถต่ออายุสัมปทานเพิ่มเติมได้อีก นอกจากการเปิดประมูลใหม่
ความล่าช้ากว่า 2 ปีที่ผ่านมา ในการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ปิโตรเลียม (ฉบับที่...) พ.ศ.... และร่าง พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม(ฉบับที่...) พ.ศ....ซึ่งเป็นกฎหมายที่จะมารองรับการเปิดประมูลในครั้งนี้ ทำให้ขาดความชัดเจนในการเปิดประมูลแหล่งก๊าซหมดอายุ
แต่เมื่อวันที่ 30 มี.ค.2560 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) มีมติลงคะแนนเสียง 227:1 ผ่านร่าง พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับ โดย “ถอน” มาตรา 10/1 เรื่องการจัดตั้ง “บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ”(NOC)เมื่อมีความพร้อมออกไปไว้ในข้อสังเกตนั้น ทำให้มีกฎหมายรองรับการเปิดประมูลครั้งใหม่
ในขณะที่ เรื่องการจัดตั้ง NOC กลับไปเริ่มต้นที่รัฐบาลอีกครั้ง โดยกระทรวงพลังงาน จะต้องตั้งคณะกรรมการ ขึ้นภายใน 60 วัน เพื่อทำหน้าที่ศึกษาข้อดี-ข้อเสีย ของการจัดตั้ง และ โดยกระบวนการทั้งหมดต้องเสร็จสิ้นภายใน 1 ปี
ล่าสุด วันที่ 31 มี.ค.2560 พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะหน่วยงานผู้กำกับดูแลการเปิดประมูลสำรวจและผลิตปิโตรเลียม 2 แหล่งที่จะหมดอายุในปี 2565-2566 คือแหล่งเอราวัณ และแหล่งบงกช ได้เรียกประชุมผู้บริหารกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที เพื่อกำชับให้เร่งดำเนิน การขั้นตอนการเปิดประมูลให้เป็นไปตามหรือเสร็จสิ้นภายในปี2560
โดยให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เตรียมความพร้อมจัดทำกฎหมายลูกรองรับการเปิดประมูล โดยเร็ว คาดว่า ช่วงเดือนเม.ย.นี้ จะสามารถนำเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาและส่งกลับมาให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานลงนามประกาศ กฎกระทรวงได้ และในเดือน ก.ค.นี้ จะเข้าสู่ขั้นตอนประกาศเชิญชวนเอกชนเข้าร่วมการประมูล(ขายทีโออาร์)ได้
พล.อ.อนันตพร กล่าวว่า การตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษาการจัดตั้ง NOC นั้น กระทรวงพลังงาน ต้องรอให้ครม.สั่งการก่อน ซึ่งตามขั้นตอนแล้ว สนช.จะต้องส่งผลการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับกลับมายังครม.ซึ่งเร็วสุดน่าจะเป็นการประชุมครม.วันที่ 4 เม.ย.นี้ จากนั้น ครม.จะพิจารณาแล้วสั่งการต่อ โดยหากมอบให้กระทรวงพลังเป็นผู้ดำเนินการ เบื้องต้น โครงสร้างคณะกรรมการ จะประกอบไปด้วยนักวิชาการผู้มีประสบการณ์ด้านพลังงาน หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ตัวแทนจากภาคประชาชน ซึ่งจะอาจจะเป็น เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย(คปพ.) หรือภาคประชาชนส่วนอื่นๆก็ได้ แต่ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ด้านพลังงาน มีใจเปิดกว้าง พร้อมรับฟังเหตุผล ไม่มีอคติ
นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในฐานะรองโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า หลังจากวันที่ 5 เม.ย.นี้ ที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จัดรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมในกฎหมายลูกที่จะมารองรับ พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับ คือ ประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดพื้นที่ที่จะดำเนินการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม 2 แหล่งก๊าซหมดอายุ ซึ่งจะมี 3 รูปแบบ คือ ระบบสัมปทาน ระบบแบ่งปันผลผลิต(PSC) และระบบจ้างผลิต(SC) ให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้รับทราบแล้ว ในวันที่ 11 เม.ย.นี้ จะนำประกาศกฎกระทรวง 3 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับระบบPSC เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ จากนั้น ช่วงปลายเดือน เม.ย.นี้ จะเผยแพร่ประกาศกฎกระทรวงอีก 2 ฉบับที่เกี่ยวกับระบบ SC ต่อไป
“ระหว่างนี้ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จะต้องเร่งทำแผนคำนวณผลประโยชน์ภาครัฐจากการเปิดประมูลใน 3 รูปแบบ เพื่อให้ภาครัฐสามารถคัดเลือกว่า แปลงไหนเหมาะสมที่จะกำหนดให้ใช้การประมูลด้วยระบบใด ซึ่งการคำนวณจะพิจารณาจากปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติที่เหลืออยู่ในแต่ละหลุมผลิต ความต่อเนื่องในการผลิต โดยจะต้องเห็นเม็ดเงิน หรือรายได้ เช่น ค่าภาคหลวง ที่ชัดเจน เพื่อให้รัฐบาลตัดสินใจโดยคำนึกถึงผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ”
โดยแผนคำนวณผลประโยชน์ที่จะตกแก่รัฐ จากการเปิดประมูลใน 3 รูปแบบนั้น จะต้องแล้วเสร็จเพื่อเสนอครม.พิจารณาเลือกรูปแบบการเปิดประมูล ที่เหมาะสมในแต่ละแปลงผลิต ภายในปลายเดือนเม.ย.นี้ ซึ่งการเปิดประมูลครั้งนี้ อาจมีมากกว่ารูปแบบเดียว ต่างจากอดีตที่ใช้เพียงระบบสัมปทาน และแม้ว่าหากจะมีรูปแบบPSC และSC เข้ามาก็สามารถเปิดประมูลได้ โดยไม่จำเป็นต้องตั้ง NOC เพราะกรมเชื้อเพลิงฯ ทำหน้าที่กำกับดูแลที่ดีอยู่แล้ว
นายสราวุธ กล่าวว่า ส่วนการรื้อถอนสิ่งติดตั้งที่ใช้ในกิจการปิโตรเลียม 2 แหล่งหมดอายุ กรมเชื้อเพลิงฯ ได้แจงไปยังผู้รับสัมปทานคือ เชฟรอนฯ และ ปตท.สผ. ให้ทำแผนการรื้อถอนส่งมายังกรมฯ ผ่านในเดือน ก.พ.2561 และหากเปิดประมูลรอบใหม่ ผู้รับสัมปทานรายเดิมเป็นผู้ชนะการประมูล ก็ต้องดำเนินการรื้อรอนสิ่งติดตั้งบางส่วนออกไป เพราะตามกฎหมายทรัพย์ต่างๆจะต้องตกเป็นของรัฐเมื่อหมดอายุสัมปทานลง
นายมนูญ ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน กล่าวว่า หากกระทรวงพลังงาน มีความชัดเจนในหลักเกณฑ์ และกรอบระยะเวลาการเปิดประมูลจะทำให้เอกชนเกิดความเชื่อมั่น จะตัดสินใจเข้าร่วมการประมูลเพื่อการผลิตมีความต่อเนื่องได้ แม้ว่าหากผู้ชนะการประมูลจะเป็นรายใหม่ก็ตาม เพราะจะมีเวลาเตรียมความพร้อม 4-5 ปีก่อนที่สัมปทานจะหมดอายุลง แต่ทั้งนี้ การประมูลต้องเสร็จสิ้นภายในปีนี้ด้วย
ส่วนรูปแบบการประมูลที่เหมาะสมในแต่ละแปลงผลิตนั้น มองว่า มีความเป็นไปได้ที่จะใช้ทั้งระบบสัมปทาน และระบบPSC แต่ระบบ SC มีความเป็นไปได้น้อย เพราะหลุมปิโตรเลียมของไทยตามโครงสร้างธรณีวิทยามีสภาพเป็นกระเปาะเล็กๆ ไม่อุดมสมบูรณ์เหมือน ซาอุดีอาระเบีย และเวเนซุเอลา จึงไม่คุ้มค่าต่อการคำนวณผลประโยชน์ที่จะได้รับ
“เป็นสิทธิ์ของรัฐอยู่แล้วที่จะกำหนดรูปแบบประมูลในแต่ละแปลง และเชื่อว่า รอบนี้ จะเห็นทั้งระบบสัมปทาน และระบบPSC แต่จะมีผู้สนใจเข้าร่วมประมูลหรือไม่นั้น ยังต้องติดตามดู โดยเฉพาะผู้รับสัมปทานรายเดิม เพราะมีข้อมูลปริมาณสำรองปิโตรเลียมอยู่ในมือที่สามารถคำนวณผลตอบแทนการลงทุนไม่คุ้มค่าได้ หากเห็นว่ารูปแบบไหนไม่โอเค ก็อาจตัดสินใจไม่เข้าร่วมประมูลได้”
นายมนูญ กล่าวว่า เห็นด้วยกับการที่กระทรวงพลังงาน เตรียมกำหนดโครงสร้าง คณะกรรมการศึกษาจัดตั้ง NOC ที่เป็นหน่วยงานกลาง และเปิดกว้างให้ทุกภาคส่วน เช่น ตัวแทนภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ ภาคธุรกิจ และประชาชน เข้าร่วม แต่ไม่ควรเอาแกนนำของกลุ่มคัดค้าน หรือ สนับสนุนการจัดตั้งNOC ที่เป็นตัวแทนความขัดแย้งเข้าไปร่วมเป็นกรรมการ
ขณะที่การศึกษาจัดตั้ง NOC จะต้องตอบโจทย์ว่า ประเทศไทยควรมี หรือ ไม่ควรมี NOC ถ้าจำเป็นต้องมี NOC จะมีแบบไหน ซึ่งต้องวางขอบเขต วัตถุประสงค์ โครงสร้างองค์กร โครงสร้างกรรมการ ให้ชัดเจนด้วย
อนึ่ง ปัจจุบัน แหล่งปิโตรเลียมหมดอายุ 2 แหล่ง คือ แหล่งก๊าซเอราวัณ และบงกช ทำรายได้ส่งเข้ารัฐปีละ 2.4 แสนล้านบาท มากเป็นอันดับ 4 ของประเทศ รองจากการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และ กรมศุลกากร



