ข่าว

ศาลปกครองกลางสั่ง ขสมก. ตรวจรับรถเมล์ปรับอากาศ NGV

ศาลปกครองกลางสั่ง ขสมก. ตรวจรับรถเมล์ปรับอากาศ NGV

31 มี.ค. 2560

ศาลปกครองกลาง คุ้มครองเบสท์ริน ชนะประกวดราคาจัดซื้อรถ NGV ไฟเขียวสั่ง ขสมก.รับมอบรถ 390 คันไว้ก่อน จนกว่าคดีจะตัดสิน

 

          ที่ศาลปกครองกลาง ถ.แจ้งวัฒนะ วันที่ 31 มี.ค.60 นายสุชาติ ศรีวรกร ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองกลาง เจ้าของสำนวน และองค์คณะ มีคำสั่งบรรเทาทุกข์ชั่วคราว ให้ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ( ขสมก.) ผู้ถูกฟ้อง ดำเนินการตรวจรับรถโดยสารปรับอากาศ NGV ของ บริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด ผู้ประกอบกิจการนำเข้ารถยนต์โดยสาร ที่ได้ออกจากอารักขาของกรมศุลกากรแล้ว โดยให้ตรวจรับรถไว้เป็นการชั่วคราวก่อนจนกว่าที่ศาลจะมีคำพิพากษาคดีที่ บ.เบสท์รินฯ ยื่นฟ้อง ขสมก. หรือศาลมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น และภายหลังเมื่อตรวจรับรถตามสัญญาข้ออื่นๆ แล้ว ให้ ขสมก. ผู้ถูกฟ้อง ปฏิบัติตามสัญญาต่อไป

           โดยคดีนี้ บ.เบสท์รินฯ ซึ่งเป็นผู้ชนะประกวดราคาโครงการจัดซื้อรถโดยสารปรับอากาศใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติหรือรถเมล์ NGV พร้อมซ่อมแซมและบำรุงรักษารถโดยสาร จำนวน 489 คัน ของ ขสมก.ที่ได้มีการเปิดซองประกวดราคาใหม่เมื่อวันที่ 8 ก.ค.59 ได้ยื่นฟ้อง ขสมก. กรณีที่ไม่ตรวจรับรถโดยสารยี่ห้อซันลอง ที่ บ.เบสท์รินฯ สั่งจาก บริษัท ซุปเปอร์ซาร่า จำกัด ที่ผลิตในประเทศจีนและประกอบที่ประเทศมาเลเซีย จำนวน 390 คัน หลังจากทำสัญญาวันที่ 30 ก.ย.59 ที่ให้ส่งมอบรถภายใน 90 วัน ซึ่งครบกำหนดวันที่ 29 ธ.ค.59 โดยมีผู้กล่าวหาว่ารถที่นำเข้ามานั้นไม่ได้ประกอบที่ มาเลเซีย กรมศุลกากรจึงไม่ยอมปล่อยรถจากอารักขาเพื่อส่งมอบให้ ขสมก. กระทั่ง บ.เบสท์รินฯ นำเงินร้อยละ 40 ของราคานำเข้าไปประกันภาษี กรมศุลกากรจึงปล่อยรถ กระทั่งวันที่ 30 ธ.ค.59 - 24 ม.ค.60 บ.เบสท์รินฯ จึงส่งมอบรถ 390 คันให้ ขสมก.และติด GPS แล้ว แต่เมื่อถึงเวลา ขสมก.กลับไม่ตรวจรับ อ้างว่า สำนักงานอัยการสูงสุด มีหนังสือแจ้งให้รอกรมศุลกากรตรวจสอบถิ่นกำเนิดของรถก่อน โดยบริษัทต้องเสียค่าใช้จ่าย ในการดูแลรักษารถเดือนละ 780,000 บาท จึงนำคดีมาฟ้อง ขอให้ศาลปกครองกลาง สั่ง ขสมก.ให้ตรวจรับรถและชำระเงินตามสัญญา รวมทั้งจ่ายค่าเสียหายนับจากวันที่ 24 ม.ค.60 จนถึงวันฟ้องอีกจำนวน 1,560,000 บาทด้วย

และวันที่ 20 มี.ค.60 บริษัท เบสท์รินฯ  ได้ขอให้ศาลกำหนดวิธีการบรรเทาทุกข์ชั่วคราวด้วย

ศาลปกครองกลาง พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่กรมศุลกากร ตรวจสอบรถนั้นก็เพื่อการชำระภาษีนำเข้ารถมาในราชอาณาจักร ซึ่งประเด็นนั้นไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญาของบริษัท กับ ขสมก. ดังนั้นเมื่อศุลกากรให้รถนั้นพ้นจากอารักขาแล้ว สันนิษฐานได้ว่า รถผ่านขั้นตอนตามพิธีการศุลกากรและกฎหมายที่เกี่ยวข้องศุลกากรแล้ว ส่วนที่ประเด็นรถนั้นประกอบในประเทศมาเลเซีย หรือประเทศจีนนั้นชั้นไต่สวนยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นเรื่องที่ศาลจะต้องวินิจฉัยในเนื้อหาคดีต่อไป แต่ในการไต่สวนพบว่า ขสมก.ก็ไม่ได้ชี้แจงว่า รถนั้นมีคุณสมบัติ หรือคุณลักษณะไม่ตรงตามที่ระบุในสัญญา หรือไม่ตรงข้อกำหนดที่เป็นสาระสำคัญ

ดังนั้น การจะให้ ขสมก.ตรวจรับรถไว้ก็ไม่ถือเป็นอุปสรรคการบริหารราชการแผ่นดิน แต่กลับเป็นประโยชน์กับประชาชนมากกว่า จึงมีเหตุสมควรที่ศาลจะกำหนดวิธีการบรรเทาทุกข์ชั่วคราวตามคำร้องขอของ บ.เบสท์รินฯ