
หน.คณะสืบสวนคลิปอภิสิทธิ์ชี้อีก7วันรู้ผล
รอ 1 สัปดาห์ตรวจสอบฮาร์ดดิสก์ 11 เครื่องของพนักงานเอสซี แอสเซ็ท หาต้นตอแพร่คลิปเสียงอภิสิทธิ์ ยันไม่ได้จงใจตรวจค้นบริษัทเอสซีฯ แต่หลักฐานสาวไปถึง หลังนายเวร ผบช.ก.ได้รับฟอร์เวิร์ดไฟล์เสียง ด้านหญิงสาวปริศนาที่สองพนักงานบริษัทอ้างถึงหายตัว ดูวงจรปิดไม่เห็น
(2ก.ย.) พล.ต.ต.ปัญญา มาเม่น รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) ได้เรียกประชุมคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน เพื่อติดตามความคืบหน้าคดีเผยแพร่และนำคลิปตัดต่อเสียงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ภายหลังการประชุม พล.ต.ต.ปัญญา เปิดเผยว่า ได้เรียกประชุมคณะพนักงานสอบสวนเพื่อสรุปผลการดำเนินการที่ผ่านมา และวางแนวทางการสืบสวนสอบสวนอีกครั้ง แต่ยังไม่มีการออกหมายเรียกใครเพิ่มเติม ส่วนคดี 2 พนักงานบริษัทเอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม
พล.ต.ต.ปัญญา กล่าวต่อว่า สำหรับคดีของ 2 พนักงานบริษัทเอสซี แอสเสทฯนั้น เบื้องต้นพบว่าไม่น่าเกี่ยวกับทางบริษัท แต่เป็นเรื่องความผิดส่วนตัวของพนักงาน ส่วนการสอบสวนพนักงานที่ได้รับแจกแผ่นซีดีมาจากวินรถตู้ที่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ก็ไม่พบพิรุธ จึงเชื่อว่าได้รับแจกจ่ายแผ่นซีดีมาจริง อย่างไรก็ตาม ได้สั่งให้ชุดสืบสวน กก.1 บก.ป. ลงพื้นที่ใน อ.ปากเกร็ด เพื่อสืบหาหาพยานมายืนยันเพิ่มเติมว่ามีการแจกจ่ายแผ่นซีดีคลิปเสียงในวันดังกล่าวจริงหรือไม่
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีการตรวจสอบการส่งต่อคลิปเสียงในพื้นที่อื่นนั้น พล.ต.ต.ปัญญา ระบุว่า ตำรวจยังคงลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง โดยดำเนินการร่วมกับเจ้าหน้าที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที.) และตำรวจท้องที่ต่างๆ โดยข้อมูลที่ได้มาจะนำมารวบรวมที่คณะทำงานของกองบังคับการปราบปราม เพื่อตรวจสอบอย่างละเอียด ก่อนพิจารณาดำเนินการในขั้นตอนต่อไป
เมื่อถามว่า ผู้บริหารบริษัทเอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จะฟ้องผู้ที่พาดพิงบริษัทว่าไปเกี่ยวข้องกับการตัดต่อคลิปเสียง พล.ต.ต.ปัญญา กล่าวว่า พนักงานสอบสวนดำเนินการด้วยความรัดกุม รอบคอบ และพร้อมให้ความเป็นธรรมทุกฝ่ายจึงไม่ได้รู้สึกวิตกกังวลใดๆ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน พล.ต.ต.สถาพร หลาวทอง ผู้ช่วย ผบ.ตร.หัวหน้าคณะทำงานในระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะเรียกประชุมชุดทำงานทั้งของ บช.ก. และบช.ภ.4 เพื่อวางแนวทางและมอบหมายการดำเนินการต่าง ๆ ให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น
กองปราบชี้อ"ภิสิทธิ์"ต้องเข้าแจ้งความเรื่องคลิป
พ.ต.อ.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ รอง ผบก.ป. หนึ่งในคณะพนักงานสอบสวนคดีคลิปตัดต่อเสียงนายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีที่มีผู้นำคลิปตัดต่อเสียงดังกล่าวไปเปิดเผยแพร่ตามรายงานวิทยุ หรือรายการโทรทัศน์ว่า ในส่วนนี้นายกรัฐมนตรีจะต้องเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับ บุคคลที่นำคลิปดังกล่าวไปเปิดเผยแพร่ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัว ส่วนความคืบหน้าในการสอบสวนรวบรวมหลักฐานในประเด็นต่างๆที่เกี่ยวข้องนั้นขอ ให้สอบถามจาก พล.ต.ท.สถาพร หลาวทอง ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนกรณีการเผยแพร่คลิปเสียงนายกรัฐมนตรี ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติแต่งตั้งให้มารับผิดชอบดูแลคดีนี้
หน.คณะสืบสวนคลิปอภิสิทธิ์ระบุอีก1สัปดาห์รู้ผล
เมื่อเวลา 14.00 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ วันที่ 2 ก.ย. พล.ต.ท.สถาพร หลาวทอง ผช.ผบ.ตร. ในฐานะหัวหน้าพนักงานสืบสวนสอบสวนคดีคลิปเสียงนายกรัฐมนตรี ได้เรียกประชุมคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน โดยมีตัวแทนจากกองบัญชาการตำรวจสันติบาล, กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 ,ศูนย์ตรวจสอบและวิเคราห์การกระทำผิดทางเทคโนโลยี สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(สทส) ,กองบังคับการปราบปราม และกองพิสูจน์หลักฐาน เข้าร่วมประชุม โดยใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมง
พล.ต.ท.สถาพร กล่าวภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมวันนี้ได้แบ่งการทำงานออกเป็น2 ส่วน คือ การตรวจสอบอีเมล์ของผู้เกี่ยวข้องกับการฟอร์เวิร์ดเมล์ ซึ่งพบว่ามีการส่งต่อไปกว่า 200 คน ซึ่งพนักงานสอบสวนก็จะต้องเรียกบุคคลเหล่านี้เข้ามาให้ปากคำ ซึ่งในส่วนนี้ บก.ป. เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งล่าสุดทางบก.ป.ได้ไปตรวจค้นที่บริษัทแล้ว และจับกุมผุ้กระทำผิดเป็นพนักงานบริษัทดังกล่าวมาสองคน มีการขยายผลโดยการตรวจสอบเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้อง โดยการโคลนนิ่งฮาร์ดดิลสก์คอมพิวเตอร์ 11 เครื่อง เป็นของผู้กระทำผิด 2 เครื่อง และ ผู้ที่เกี่ยวข้องในบริษัท 6 เครื่อง และเครื่องส่วนตัว 3 เครื่อง ซึ่งจะให้ทางศูนย์คอมพิวเตอร์ของ ตร. เข้าไปช่วยในการตรวจสอบ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน1 สัปดาห์
พล.ต.ท.สถาพร กล่าวต่อว่า ส่วนที่สอง จะตรวจสอบการเผยแพร่คลิปเสียงที่จ.อุดรธานี ซึ่งมีการเผยแพร่ผ่านทางคลื่นวิทยุชุมชนคนรักอุดร ของนายขวัญชัย ไพรพนา ซึ่งมีการเชื่อมโยงสัญญาณจากพีทีวี มาออกอากาศ ซึ่งตรงนี้จะให้ บช.ภ. 4 เป็นผู้ดำเนินการว่า มีการนำไปเผยแพร่อีกหรือไม่ นอกจากนี้ได้มอบหมาย พฐ.ร่วมกับ บช.ก. ช่วยกันดูรายละเอียดว่าคลิปเสียงมีการตัดต่อมาจากที่ใดบ้าง เบื้องต้นพบว่า มีที่มาจากรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกอภิสิทธิ์ และตรวจสอบซีดีที่มีการแจกจ่ายไปตามที่ต่าง ๆ โดยให้เจ้าหน้าที่นำซีดีมาตรวจพิสูจน์ว่า มาจากคอมพิวเตอร์เครื่องใด เพื่อที่จะสาวไปหาต้นตอของการเผยแพร่และตัดต่อ
พล.ต.ท.สภาพร กล่าวอีกว่า ทางพนักงานสอบสวนเตรียมเชิญนายขวัญชัย และผุ้บริหารสถานีโทรทัศน์พีทีวี มาสอบปากคำ ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการเผยแพร่คลิปเสียงดังกล่าวหรือไม่ สำหรับนายขวัญชัย มีความผิดทางอาญาฐานหมิ่นประมาท ถือเป็นความผิดส่วนตัว ขึ้นอยู่กับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่าจะแจ้งความเอาผิดหรือไม่ ส่วนความผิดทางคอมพิวเตอร์ ฐานเผยแพร่ ได้มอบหมายให้ ทาง บช.ภ. 4 รวบรวมหลักฐานมาใหม่ เนื่องจากขณะนี้ ยังไม่สมบูรณ์ และให้ทาง สทส. ช่วยทำการตรวจสอบด้วย เนื่องจากมีความชำนาญด้านความผิดทางคอมพิวเตอร์
พล.ต.ท.กล่าวถึงกรณีที่พนักงานบริษัทเอสซีแอสเซ็ท อ้างว่า ได้รับซีดีมาจากผู้หญิงคนหนึ่งจากวินรถตู้ย่านห้าแยกปากเกร็ดว่า ให้เจ้าหน้าที่ไปดูกล้องวงจรปิดบริเวณดังกล่าวว่า หญิงคนดังกล่าวเป็นใครแต่ไม่พบภาพ และพยานที่เป็นวินจยย.ก็ไม่ได้ให้ความร่วมมือ เท่าไหรนัก แต่เราก็ต้องพิสูจน์ต่อไปว่าเป็นการกล่าวอ้างหรือเป็นเรื่องจริง
ผู้สื่อข่าวถามว่า พนักงานสอบสวนจงใจที่จะไปตรวจสอบบริษัทเอสซีแอสเซ็ท หรือไม่ ทางพล.ต.ท.สถาพร กล่าวว่า เป็นเรื่องของ บช.ก.ที่ไปดำเนินการก่อนหน้านี้ ก่อนที่ตนเองจะเข้ามารับหน้าที่เป็นหน.พนักงานสอบสวนซึ่งก็ทราบมาว่า ทางนายเวรของ พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศตรู ผบช.ก. ได้รับอีเมล์ไฟล์เสียงดังกล่าวก่อนที่จะมีการเผยแพร่ออกไป ซึ่ง ผบช.ก.ได้สั่งให้ไปตรวจสอบและจากการสืบสวนสอบสวนพบข้อมูลเชื่อมโยงกับการจับกุมพนักงานเอสซีแอสเซ็ท ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้กลั่นแกล้ง หรือจงใจที่จะมุ่งไปบริษัทดังกล่าว
“ผมเองก็ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ดำเนินการตามกฎหมาย ทำหน้าที่อย่างเป็นกลาง เพื่อจะให้เกิดความสงบสุขอย่างแท้จริง หากประชาชนคนใดมีข้อมูลให้แจ้งมาที่ตนเองได้ และขอเตือนว่าประชาชนที่ได้รับฟอร์เวอร์ดเมล์อย่าส่งต่อเพราะเป็นความผิดทางคอมพิวเตอร์ “ พล.ต.ท.สถาพร กล่าว



