
พลังงานเดินหน้าเปิดประมูลสัมปทาน
พลังงานเดินหน้าเปิดประมูลสัมปทาน ไม่ต้องรอ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ยันไม่ศึกษาบรรษัทน้ำมันเอง เล็งชงคนกลางดูแทน
31 มี.ค. -- พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงกรณีที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ถอดมาตรา 10/1 ร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม เรื่องการตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ และให้ไปเขียนไว้ในข้อสังเกตโดยให้จัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาว่า กระทรวงพลังงานได้เตรียมการออกกฎกระทรวง ซึ่งทำควบคู่กับไปกับ ร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับสัมปทานที่จะหมดอายุในปี 2565 และ 2566 คือแหล่งพลังงานเอราวัณและบงกช ให้เกิดความรวดเร็ว ซึ่งโดยปกติแล้วจะต้องเตรียมการล่วงหน้า 5 ปี โดยกระทรวงพลังงานได้เตรียมการโดยออกกฎกระทรวง 5 ฉบับ และประกาศ 1 ฉบับ ซึ่งจะทยอยเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) และเสร็จได้ภายในเดือนมิถุนายนนี้ จะสามารถประกาศเปิดประมูลสัมปทานที่กำลังจะหมดอายุในเดือนกรกฎาคมนี้คาดว่าจะประมูลในเดือนธันวาคม 60 โดยทุกอย่างถือว่าเป็นไปตามที่กระทรวงพลังงานวางไว้
“การประมูล จะเป็นระบบใดก็ได้ ตอนนี้มีระบบสัมปทาน ระบบพีเอสซี ฯลฯ ซึ่งในขั้นต้นน่าจะนำพีเอสซีมาใช้ เราจะใช้ระบบที่ประมูลง่าย ซึ่งอนุกรรมการพิจารณาเกี่ยวกับระบบ กำลังดำเนินการอยู่ และต้องเป็นระบบที่ชี้แจงประชาชนได้” รมว.พลังงาน กล่าว
ส่วนการประมูล สามารถดำเนินการก่อนการศึกษาเกี่ยวกับบรรษัทพลังงานได้เลยหรือไม่ พล.อ.อนันตพร กล่าวว่า ใน พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ไม่ได้บอกให้รอ เพราะเมื่อสัมปทานหมดอายุ การรอจะเกิดผลเสียหาย การจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ กระทรวงพลังงานได้ศึกษามาแล้ว ไม่ใช่เพิ่งศึกษา โดยให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ศึกษา เนื่องจากกระทรวงพลังงานเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จึงไม่อยากศึกษาเองโดยตรง
อย่างไรก็ตาม เมื่อสนช.ตัดมาตรา 10/1 เรื่องการจัดตั้งบรรษัทพลังงานฯออกไป แล้วให้ตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษาผลได้เสียเรื่องดังกล่าว โดยหลังจากนี้ กระทรวงพลังงานอาจจะพิจารณาให้หน่วยงานอื่น เช่น สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือหน่วยงานที่มีความเป็นกลาง เข้ามาเป็นหน่วยงานหลักในการศึกษาความเป็นไปได้ของบรรษัทพลังงานฯหรือให้ครม.เป็นผู้ตัดสินใจ โดยคณะกรรมการต้องมีประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมด้วย
“กระทรวงพลังงาน คงไม่เป็นหัวหน้าในการศึกษาเกี่ยวกับบรรษัทพลังงาน แต่ก็จะมีตัวแทนเข้าไป ส่วนหน่วยงานทหาร เช่น กรมพลังงานทหาร จะอยู่ในคณะกรรมการด้วยหรือไม่ก็ได้ แต่เราจะเสนอหน่วยงานที่คิดว่ามีศักยภาพและเป็นกลาง ทั้งนี้ผลการศึกษาจะต้องมีความชัดเจนว่าจะเอาแบบไหน จะตั้งเป็นองค์กรใหญ่หรือไม่ หรือเป็นฝ่ายกำหนดนโยบาย โดยต้องหารูปแบบการดำเนินงานที่เหมาะสมกับประเทศไทยการจัดตั้งบรรษัทพลังงานฯ จะต้องออกกฎหมายรองรับขึ้นมาอีกเรื่องนี้ได้แนะนำสนช.ไปแล้ว โดยสนช.ก็รับทราบและเห็นด้วย วันนี้ทุกอย่างเดินหน้าได้ เพราะทุกคนต่างเดินหน้าและถอยหลังคนละก้าว กระทรวงพลังงานก็ฟังทุกเสียง ก่อนหน้านี้อาจจะเกิดความสับสน ทำให้ดูเหมือนขัดแย้ง แต่เมื่อพ.ร.บ.ประกาศใช้ ผมบอกกระทรวงพลังงานว่า ไม่ต้องไปพูดแล้ว แต่ให้เดินหน้าต่อไป ทำอย่างไรก็ได้ ให้สัมปทานที่หมดอายุมีความชัดเจนในการลงทุนในสิ้นปีนี้ เพื่อความมั่นใจ ของนักลงทุน”



