ข่าว

'สิงคโปร์'คว้าที่หนึ่ง'แหล่งซุกเงิน'เศรษฐีอินโดฯ

'สิงคโปร์'คว้าที่หนึ่ง'แหล่งซุกเงิน'เศรษฐีอินโดฯ

31 มี.ค. 2560

ตัวเลขจากแผนนิรโทษกรรมภาษี พบว่า สิงคโปร์เป็นประเทศที่บรรดาเศรษฐีชาวอินโดนีเซียไปซ่อนเงินและสินทรัพย์มากที่สุด

 


               
               คณะกรรมการจัดเก็บภาษีอินโดนีเซีย รายงานว่า จำนวนเงินที่เศรษฐีชาวอินโดนีเซียไปซุกไว้ในสิงคโปร์ มีมูลค่า 84.52 ล้านล้านรูเปี๊ยะห์ หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 57% ของเงินทุนทั้งหมดที่กลับจากต่างแดนกลับเข้ามาในประเทศ ภายใต้แผนนิรโทษกรรมภาษี ของกระทรวงการคลัง ซึ่งสิ้นสุดเมื่อวันศุกร์ (24 มี.ค.) ที่ผ่านมา
               สิงคโปร์ เป็นประเทศที่เศรษฐีชาวอินโดนีเซียไปซุกเงินไว้มากที่สุด ตามมาด้วยหมู่เกาะเคย์แมน ซึ่งมียอด 16.5 ล้านล้านรูเปี๊ยะห์ ฮ่องกง 16.3 ล้านล้านรูเปี๊ยะห์ หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน 6.58 ล้านล้านรูเปี๊ยะห์ และจีน 3.65 ล้านล้านรูเปี๊ยะห์
               นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังเป็นประเทศที่ชาวอินโดนีเซียนำสินทรัพย์ไปซุกมากที่สุดในแผนนิรโทษกรรมภาษี ด้วยสัดส่วน 73% หรือมูลค่าทั้งหมด 751.19 ล้านล้านรูเปี๊ยะห์ รองลงมาเป็นหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน 76.92 ล้านล้านรูเปี๊ยะห์ ฮ่องกง 56.27 ล้านล้านรูเปี๊ยะห์ หมู่เกาะเคย์แมน 52.86 ล้านล้านรูเปี๊ยะห์ และออสเตรเลีย 41.15 ล้านล้านรูเปี๊ยะห์
               คณะกรรมการจัดเก็บภาษี ระบุว่าเศรษฐีอินโดนีเซีย นำสินทรัพย์ไปซุกไว้ที่ต่างประเทศรวมกันประมาณ 3,250 ล้านล้านรูเปี๊ยะห์ โดยที่ประมาณ 2,600 ล้านล้านรูเปี๊ยห์ เป็นสินทรัพย์ที่ไปซุกไว้ในสิงคโปร์
               รายงานระบุด้วยว่า สินทรัพย์ประมาณ 650 ล้านล้านรูเปี๊ยะห์ จากทั้งหมด 2,600 ล้านล้านรูเปี๊ยะห์ ที่ไปซุกไว้ในสิงคโปร์ เป็นสินทรัพย์ที่ไม่สามารถนำไปลงทุนได้ เช่น ทรัพย์สมบัติ
               แผนการนิรโทษกรรมภาษีครั้งนี้ เป็นโครงการของประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ที่หวังจะระดมทุนเพื่อไปใช้ในแผนการใช้จ่ายขนาดใหญ่ ช่วยให้รัฐบาลทำรายได้แล้วประมาณ 125 ล้านล้านรูเปี๊ยะห์ โดยมีผู้เข้าร่วมแผนนิรโทษกรรมมากกว่า 800,000 คน แสดงสินทรัพย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศรวมกัน 4,690 ล้านล้านรูเปี๊ยะห์ นับตั้งแต่เปิดนิรโทษกรรมในเดือน ก.ค. ปีที่แล้ว
               เดิมทีรัฐบาลอินโดนีเซียตั้งเป้าหมายว่าจะได้เงินกลับจากต่างแดน 1,000 ล้านล้านรูเปี๊ยะห์ และจากนั้นก็จะเอาเงินที่ได้มาลงทุนภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการจัดเก็บภาษี รายงานว่ารัฐบาลได้เงินกลับประเทศเพียง 146 ล้านล้านรูเปี๊ยะห์
               ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถทำยอดได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่ทว่าอินโดนีเซียก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ใช้แผนนิรโทษกรรมและประสบความสำเร็จมากที่สุด
               นายเฮสตุ โยกา สักซามา ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์คณะกรรมการจัดเก็บภาษี เตือนว่าบรรดาผู้เสียภาษีที่ร่ำรวยหรือรายใหญ่ ซึ่งไม่ยอมเข้ามาร่วมแผนนิรโทษกรรมครั้งนี้ จะต้องจ่ายค่าค่าชดเชยที่หนักกว่านี้มากรวมถึงอัตราค่าปรับสูงสุดถึง 200%