
สนช.ถกปมร้อน ร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม
สนช.ถกปมร้อน ร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม “พล.อ.สกนธ์” แจงที่มาเพิ่มตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ปัดดึงพลังงานให้ทหารบริหาร
30 มี.ค.60- เมื่อเวลา 14.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช.เป็นประธานการประชุม พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ....ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว
โดยพล.อ.สกนธ์ สัจจานิตย์ ประธานคณะกรรมาธิการฯชี้แจงว่า ที่ผ่านมามีความพยายามเชื่อมโยงกล่าวหาต่างๆ ผ่านสื่อทุกอย่าง ล่าสุดมีอดีตผู้ใหญ่ก็ออกมาพูด ซึ่งตนไม่อยากให้สัมภาษณ์ตอบโต้ มีโทรศัพท์มาเป็นร้อยสาย ตนไม่รับ เพราะคิดว่าเป็นคนของสภา จึงอยากเข้ามาพูดในสภาดีกว่า ตนคิดว่าภาคประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวโดยบริสุทธิ์ใจ และที่กล้าออกมาคัดค้านรัฐบาลทหารก็เพราะคนเหล่านี้เชียร์ทหารให้ปฏิวัติ เป็นเพื่อนกับเรา แต่เราก็พยายามปรับแก้ให้เท่าที่เป็นไปได้ เพราะปัญหาเยอะมาก จะแก้ไขให้หมดทุกอย่างภายในชั่วข้ามคืนคงไม่ได้ เพราะปัญหานี้หมักหมมมานาน มีหลายมิติ ขณะเดียวกันก็ไม่ได้มีเจตนาทำร้าย ปตท. สิ่งที่ออกมาทั้งหมดเป็นเสมือนน้ำแข็งที่ลอยอยู่กลางน้ำ นายทุนก็กล่าวหาว่าเราเป็นซ้ายจัด ฟังภาคประชาชนมากเกินไป ภาคประชาชนก็โจมตี มีขบวนการสร้างความไม่พอใจเกิดขึ้น ทั้งๆที่เราเสนอเรื่องนี้อย่างค่อยเป็นค่อยไปแล้ว
พล.อ.สกนธ์ กล่าวว่า ตั้งแต่เรามีกฎหมายปิโตรเลียม ซึ่งมีแค่ระบบสัมปทานเพียงอย่างเดียว ทั้งๆที่ทั่วโลกเปลี่ยนไปหลายวิธีแล้ว และจากการศึกษาก็พบว่าระบบสัมปทานยังเหมาะสมอยู่ แต่ก็ควรมีวิธีอื่นเข้ามาด้วย เช่นระบบแบ่งปันผลผลิต ที่ทั่วโลกใช้กันโดยเจ้าหน้าที่รัฐไปร่วมทำงานกับเอกชน เพื่อที่จะได้รู้ว่าพลังงานออกมาเท่าไหร่จะได้แบ่งปันก็ตามสัญญาและเป็นไปตามเงื่อนไข และอีกวิธีคือสัญญาจ้างบริการ แต่ร่างที่รัฐบาลเสนอมา กำหนดให้เป็นสัญญาจ้างสำรวจและผลิต ซึ่งส่วนตัวคิดว่าไม่สมบูรณ์จึงรับไมได้ เพราะถ้าจะเลือกใช้ทั้งระบบแบ่งปันผลผลิตและการจ้างบริการ จะต้องตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติขึ้นมาดำเนินการ ซึ่งจะต้องใช้เจ้าหน้าที่มาก จึงเสนอเป็นแผนระยะยาวไม่ใช่ทำทันที ที่ผ่านมามีการกล่าวหาว่าตนจะพยายามดึงกลับไปให้ทหาร โดยให้กรมพลังงานทหารมาเป็นแกนนำหลัก ซึ่งตนไม่เคยพูด เพราะตนรับราชการทหาร อยู่ในวงการปิโตรเลียม มาเป็น 10 ปี คิดว่าคนจาก 3 ส่วนที่เข้ามาทำงานนี้ได้ มาจาก 3 ที่คือ กรมพลังงานทหาร กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และ ปตท.สผ. ซึ่งเป็นความพยายามที่จะโยงว่าจะดึงกลับไปให้ทหารเหมือนในอดีต ซึ่งตนไม่เขลาพอที่จะทำร้ายประเทศชาติ
“มีความพยายามโยงการกระทำกับพวกผม 6 คน แบบนี้ ซึ่งจริงๆมันไม่ใช่ กรรมาธิการฯได้ใช้เวลายาวนานในการพิจารณา เราได้ปรับแก้ร่างกฎหมาย ด้วยการเปลี่ยนชื่อระบบแบ่งปันผลประโยชน์ให้ถูกต้องจากคำว่า สัญญาจ้างสำรวจและผลิต มาเป็นสัญญาจ้างบริการ ขณะเดียวกัน เรายังได้นำมติครม.มาเพิ่มเป็นมาตรา 10/1 ที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ ซึ่งผมไม่ได้ขอขึ้นไป แต่ทางรัฐบาลคงทราบจากหลายสื่อจึงคิดว่าสำคัญ เมื่อครม.มีความต้องการแบบนี้ ก็เป็นหน้าที่ของผมที่ต้องไปชี้แจงว่าบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ ว่า จำเป็นอย่างไร โดยรูปแบบก็กำหนดว่าถ้ามีความพร้อมก็ค่อยตั้ง แต่ก็ก็มีความพยายามที่จะชี้ว่าต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ และกดดันให้ถอนร่างออก กล่าวหาอย่างโน้นอย่างนี้ จะดึงทหารเข้ามาเกี่ยว จึงได้ปรึกษากับเพื่อนกรรมาธิการทุกคนแล้วว่าจะไม่สนใจกับคำพูดเหล่านี้” พล.อ.สกนธ์ กล่าว



